#113 Fats that Fight Fat

foods-healthy-fats-500x366

ลดไขมันร้ายในร่างกายด้วยไขมันที่เป็นมิตร โดย นายแพทย์แดน กวอร์ทนีย์

ชีวิตที่เคยเรียบง่าย เช่น เวลาทำงานแปดชั่วโมงต่อวัน มีสถานีโทรทัศน์ให้เลือกดูสามสถานี พรรคการเมืองแค่สองพรรค และการมีแค่โทรศัพท์บ้านอย่างเดียว แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นทำงานจากบ้าน ใช้สัญญาณไร้สาย ชั่วโมงการทำงานจึงไม่มีจำกัด สถานีโทรทัศน์กลายเป็นหลายร้อยสถานี นักการเมืองมากมายที่ไต่เต้าขึ้นมา โทรศัพท์มือถือและสัญญาณไวไฟเข้ามาทดแทนโทรศัพท์บ้าน เพื่อนข้างบ้านกลายเป็นคนแปลกหน้า แต่กลับพบมิตรภาพและพบความรักจากแดนไกลผ่านอินเตอร์เน็ต

แล้วอะไรกันที่ทำให้เราอ้วน ?

เมื่อพิจารณาถึงความซับซ้อนของชีวิตข้างต้นแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเรื่องโภชนาการยิ่งดูน่าสับสนมากขึ้น ถึงจะเป็นที่ยอมรับว่าการกินอาหารมากเกินไปเป็นสาเหตุที่ทำให้มีไขมันส่วนเกิน และแนวคิดในการควบคุมน้ำหนัก คือ การทานแต่พอดี ขณะที่ยังหาแพะรับบาปที่ทำให้อ้วนไม่ได้ สมัยก่อนนักโภชนาการจึงพยายามเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ โดยยกความผิดให้กับไขมันในอาหาร โดยสันนิษฐานว่าเมื่อลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงร่วมกับควบคุมแคลอรี่จากคาร์โบไฮเดรต จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ แต่ผลกลับกลายเป็นว่า แม้ผู้คนจะเปลี่ยนมาทานอาหารไร้ไขมัน หรือ แฟต-ฟรี แต่คนอเมริกันกลับอ้วนมากขึ้น เวลาผ่านไปจนถึงช่วงยุค 90s สถานการณ์จึงเปลี่ยนไป

ผู้เชี่ยวชาญออกมาบอกแก่สาธารณชน ว่า โรคอ้วน โรคหัวใจ และความเจ็บป่วยทั้งหลายนั้น เป็นผลมาจากคาร์โบไฮเดรต มีบทเรียนอันมีค่าหลายเรื่องที่ได้เรียนรู้และค้นพบบนความขัดแย้งอันใหญ่หลวงของการเลือกรับประทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก เพราะดูเหมือนว่าการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำอย่างน้อยก็สามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่าการรับประทานอาหารไขมันต่ำ และเหมือนจะช่วยให้สัญญาณบางอย่างสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจดีขึ้นได้อีกด้วย

แม้ว่าสื่อมวลชนจะชอบหาข่าวบนความขัดแย้ง แต่กลับไม่ค่อยส่งผลประโยชน์แก่สาธารณชนมากนัก โชคไม่ดีนักว่าการโต้เถียงเหล่านั้นยังต้องผูกติดอยู่กับความรู้ความเข้าใจทางโภชนาการที่รอวันขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมๆกับการรอบเอวของประชากรที่ขยายตามเช่นกัน

ความเข้าใจว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นจะส่งผลต่อการเพิ่มหรือลดของน้ำหนักอย่างไรก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกที เพราะนักวิทยศาสาตร์ค้นพบว่า อาหารนั้นไม่ใช่แค่สิ่งที่รับประทานเข้าไป แต่อาหารนั้นยังส่งสัญญาณต่อร่างกายถึงภาวะของสิ่งแวดล้อมภายนอกด้วย อย่างเช่นกรดอะมิโนและโปรตีนอนุพันธ์เล็กอย่างไดเปปไทด์ หรือ ไตรเปปไทด์ นอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและนำมาใช้เป็นพลังงานแล้ว ยังทำงานเป็นเหมือนฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณต่างๆในร่างกายอีกด้วย ซึ่งไขมันเองก็มีบทบาทเช่นนั้นเหมือนกัน

กรณีของกรดไขมัน

คนทั่วไปมักคิดถึงไขมันเพียงแค่ว่าเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งมากกว่าจะนึกไปถึงว่าเป็นไขมันชนิดไหน หรือว่า กรดไขมันชนิดอะไร เช่น ไขมันมันชนิดอิ่มตัว กรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ซึ่งจริงๆแล้วยังมีประเภทของไขมันอื่นๆอีกมาก ไขมันบางชนิดสามารถออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนต่อเนื้อเยื่อบางชนิด แล้วส่งผลต่อสมดุลการสร้างและใช้พลังงานของร่างกาย เช่น การควบคุมความอยากอาหาร หรือ การเก็บสะสมไขมัน นอกจากนี้กรดไขมันบางชนิด ยังออกฤทธิ์ในด้านอื่นๆ เช่น ภูมิคุ้มกัน หรือ ควบคุมการอักเสบ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าไขมันจากอาหารนั้นจะถูกย่อยเป็นกรดไขมันและท้ายที่สุดจะรวมเข้ากับผนังเซลล์ ซึ่งผนังเซลล์นั้นก็คือกำแพงที่จะเป็นด่านควบคุมการเข้าออกของยา และ สารอาหารต่างๆที่จะผ่านเข้าสู่เซลล์ แต่เพิ่มพิเศษตรงที่ผนังเซลล์จะทำงานคล้ายการทำไร่ คือจะให้เมล็ดพันธุ์อะไรเข้ามานั้นก็ขึ้นกับว่าพื้นที่นั้นจะปลูกอะไร ฟังดูอาจจะน่าสับสนแต่ประเด็นที่สำคัญก็คือ เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของผนังเซลล์ที่มีผลต่อสุขภาพที่ดี

ผนังเซลล์ทำหน้าที่เป็นคลังเก็บสารฟอสโฟไลปิดและกรดไขมันซึ่งจะประกอบกันเป็นพื้นผิวของผนังเซลล์ นอกจากเซลล์จะใช้ผนังเซลล์เพื่อเป็นโครงสร้างแล้ว ยังใช้สารส่วนประกอบในผนังเซลล์เพื่อส่งสัญญาณคล้ายฮอร์โมน ที่เรียกว่า พรอสตาแกลนดิน และ ไซโตไคน์ เป็นผู้ส่งสารในการกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ หรือการอักเสบของร่างกาย

สาเหตุที่ทำให้ชนิดของกรดไขมันที่ได้จากการทานอาหารสามารถส่งผลต่อน้ำหนักตัวและการเก็บสะสมไขมัน ได้ 3 ประการ ประการแรก คือ ไขมันบางชนิดถูกเผาผลาญและนำไปใช้เป็นพลังงานง่าย ในขณะที่บางชนิดมักถูกเอาไปเก็บเป็นไขมันสะสม ประการที่สอง คือ ไขมันบางชนิดสามารถส่งสัญญาณที่คล้ายคลึงกับฮอร์โมนหรือยาทำให้ลดความอยากอาหาร หรือ เพิ่มการเผาพลาญไขมันไปใช้มากขึ้น  และประการที่สาม คือ การบริโภคกรดไขมันบางประเภทอาจเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบกรดไขมันในผนังเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อการสะสมไขมัน

โครงสร้างของคาร์บอน

มีงานวิจัยมากมายสนับสนุนถึงแนวคิดสามประการข้างต้น รวมทั้งวารสาร International Journal of Obesity ซึ่งสนับสนุนหลักการข้อที่สามว่าด้วยกรดไขมันในผนังเซลล์

คำว่าไขมันในที่นี้ คือ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งหมายถึง กรดไขมันสามตัวเกาะอยู่กับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล คล้ายๆกับการแขวนเสื้อสามตัวห้อยไว้กับไว้แขวนอันเดียว กรดไขมันแต่ละสายถูกสร้างขึ้นมาจากพันธะของคาร์บอนอะตอม ชนิดของกรดไขมันจะถูกกำหนดขึ้นจากจำนวนของคาร์บอนอะตอมในสาย และการมีพันธะคู่ที่เชื่อมระหว่างคาร์บอนอะตอม ซึ่งโดยส่วนใหญ่คาร์บอนอะตอมมักจะถูกเชื่อมกันด้วยพันธะเดี่ยว คือมีการแชร์อิเล็กตรอนร่วมกันระหว่างคาร์บอนที่ติดกันสองโมเลกุล

กรณีที่โครงสร้างกรดไขมันสายนั้นมีแต่พันธะเดี่ยว จะเรียกว่า กรดไขมันชนิดอิ่มตัว ซึ่งมักพบในไขมันสัตว์ ขณะที่กรดไขมันแบบอื่นๆจะถูกเรียกตามจำนวนของพันธะคู่และตำแหน่งแรกของพันธะคู่ที่ปรากฏในสายโครงสร้างนั้น ทำให้เรามักได้ยินชื่อเรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (มีพันธะคู่ตำแหน่งเดียว), กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (มีพันธะคู่หลายตำแหน่ง) , กรดไขมันโอเมก้า 3, กรดไขมันโอเมก้า 6, กรดไขมันโอเมก้า 9

การแบ่งแยกชนิดของกรดไขมันอีกแบบที่ได้รับความสนใจมาก คือ กรดไขมันแบบซิส และกรดไขมันแบบทรานส์ (cis- and trans-fatty acids) ซึ่งแยกตามการหักงอของสายโครงสร้างกรดไขมันไม่อิ่มตัว ตามธรรมชาติกรดไขมันมีที่พันธะคู่จะพับ หักงอหรือโค้งในรูปแบบโครงสร้างที่เรียกว่า ซิส (cis-) แต่หากผ่านกระบวนการด้วยฝีมือมนุษย์ดัดแปลงจนเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สายโครงสร้างค่อนข้างตรง ก็จะเป็นไขมันทรานส์ (trans-) ครั้งหนึ่งเราเชื่อว่ากรดไขมันชนิดนี้เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าเนยและมันหมู ในท้องตลาดจึงเต็มไปด้วยมาการีนและน้ำมันประกอบอาหารที่เรียกว่า น้ำมันพืชดัดแปลง (partial hydrogenated vegetable oil) ทุกวันนี้ก็ยังสามารถพบไขมันทรานส์ได้ในอาหารหลากชนิด จึงมีกฏหมายออกมาบังคับให้ผู้ผลิตต้องระบุปริมาณของไขมันทรานส์ลงบนฉลากของอาหารนั้นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถระวังการบริโภคไขมันกลุ่มนี้ไม่ให้มากเกินไปได้ โดยพบว่าการทดแทนไขมันทรานส์ด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวแบบธรรมชาติสามารถลดอัตราเสี่ยงหัวใจล้มเหลวได้ถึง 53 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

การเผาผลาญไขมัน

ถึงตรงนี้เรารู้แล้วว่า “ไขมัน” ไม่ใช่แค่ “ไขมัน” อีกต่อไป แต่เราควรให้ความสำคัญต่อชนิดของไขมันที่อยู่ในอาหารนั้นๆและปริมาณที่บริโภคอีกด้วย ซึ่ง DM Hegsted จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์าร์ด กล่าวว่า “องค์ประกอบของไขมันในอาหารนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างแรก มากกว่าระดับของไขมัน”

กรดไขมันบางชนิดถูกนำไปสะสมได้ง่าย ในขณะที่บางชนิดนำไปเผาผลาญได้ง่าย เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งพบในน้ำมันปลา จะถูกออกซิไดซ์หรือเผาผลาญได้ง่ายกว่ากรดไขมันอิ่มตัว มีงานวิจัยเล็กๆตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Obesity รายงานว่า การให้น้ำมันปลาเพื่อทดแทนกรดไขมันอิ่มตัวในขนาด 6 กรัมต่อวัน ทำให้มีมวลไขมันในร่างกายลดลงถึงเกือบสองปอนด์ ทั้งที่มีการเพิ่มปริมาณไขมันที่ถูกนำไปเป็นแคลอรี่ การทดลองในสัตว์ทดลองสนับสนุนว่าน่าจะเป็นเพราะกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันเป็นพลังงานได้ง่ายขึ้น และยังลดการสะสมไขมันใหม่ในร่างกายอีกด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ชื่อว่า กรดไขมันโอเลอิค เป็นกรดไขมันชนิดโอเมก้า 9 ที่พบได้ในนำ้มันมะกอก ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและช่วยในการลดน้ำหนักโดยเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้เช่นกัน มีงานวิจัยพบว่ากรดไขมันโอเลอิคจะถูกเผาผลาญหลังออกกำลังกายได้ดีกว่ากรดไขมันชนิดอื่นๆ สำหรับคนที่อยากจะลดไขมันหรือรักษาความฟิตของร่างกาย จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการเลือกรับประทานไขมันที่จะถูกนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานให้แก่เซลล์ แทนการรับประทานไขมันชนิดที่จะถูกนำไปเก็บสะสมเป็นคลังไขมัน

ดังที่กล่าวไว้เมื่อต้นบทความว่า กรดไขมันบางชนิดนั้นสามารถส่งสัญญาณต่อร่างกายได้โดยตรง ส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ไปในทางที่จะกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิดสามารถมีปฏิกิริยากับตัวรับสัญญาณที่เซลล์หรือแม้กระทั่งต่อการแสดงออกของรหัสพันธุกรรมซึ่งจะไปส่งผลต่อการทำงานของเซลล์อีกที ยกตัวอย่างเช่น กรดไขมันเอธาโนลาไมด์ ( Ethanolamide; OEA) โดย OEA จะจับกับตัวรับที่เรีกยว่า PPAR-alphaทำให้ลดความอยากอาหารและเพิ่มการเผาผลาญร่างกาย โดยนอกจาก OEA แล้วก็ยังพบว่ามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวอีกหลายชนิดที่สามารถกระตุ้นตัวรับ PPAR-alpha ได้

อีกกลไกหนึ่งที่แสดงว่ากรดไขมันสามารถส่งสัญญาณได้โดยตรงได้แก่การที่งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า อาหารที่มีกรดโอเลอิคสูง (เช่น ในน้ำมันมะกอก) นอกจากจะกระตุ้นการเผาผลาญไขมันผ่าน PPAR-alpha  แล้วยังลดการสร้างและสะสมไขมันผ่าน SREBP-1c อีกทั้งยังเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่โดยเพิ่มการทำงานของโปรตีนอิสระซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการผลิตพลังงานของเซลล์และเพิ่มความร้อนให้แก่ร่างกาย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่ากรดไขมันจากอาหารอย่างกรดโอเลอิคอาจช่วยในการลดไขมันโดยกระตุ้นการเบิร์นไขมันและลดการสะสมไขมันนั่นเอง

พุงกลมๆ และห่วงยางรอบเอว

มีการศึกษาถึงผลระยะยาวของการบริโภคไขมันทรานส์ในลิง โดยทั้งสองกลุ่มจะได้รับพลังงานต่อวันและอาศัยในสภาพแวดล้อมเดียวกัน แตกต่างที่ว่ากลุ่มที่หนึ่งได้รับอาหารที่มีไขมันแบบซิส (cis- fats) และกลุ่มที่สองได้รับอาหารที่มีไขมันทรานส์ (trans-fats) ผ่านไปห้าปีพบว่ากลุ่มที่ได้รับไขมันทรานส์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 7.2 เปอร์เซ็นต์ แต่กลุ่มที่ได้รับไขมันซิสมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียง 1.8 เปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างที่เด่นชัดมากก็คือตำแหน่งมีการสะสมไขมัน กลุ่มลิงที่ได้รับไขมันทรานส์มีการสะสมไขมันที่หน้าท้องและรอบเอว นอกจากลิงกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักตัวเพิ่ม มีรอบเอวเพิ่มแล้ว ก็ยังพบว่ามีการดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการดื้อต่ออินซูลินสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอีกหลายอย่าง นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนอาหารเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อสุขภาพได้เช่นกัน

ประเด็นที่ว่าไขมันที่เรารับประทานเข้าไปนั้นสุดท้ายแล้วจะไปลงเอยที่ผนังเซลล์และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของเซลล์ได้เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในงานวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Obesity นักวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อส่วนไขมันจากคนอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง เช่น ไส้เลื่อน นิ่วในถุงน้ำดีหรือแผลในทางเดินอาหาร โดยชิ้นเนื้อจะนำมาจากบริเวณใต้ผิวหนัง รอบๆตับ (visceral fat) และ ที่คลุมลำไส้ ซึ่งสาเหตุที่ต้องเก็บทั้งสามตำแหน่งนี้เพราะเซลล์ไขมันจะมีการทำงานแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่เซลล์นั้นอยู่ เมื่อเก็บตัวอย่างจากทั้งสามบริเวณแล้วก็นำมาวิเคราะห์องค์ประกอบของกรดไขมันร่วมกับซักประวัติการรับประทานอาหารจากผู้ป่วยรายนั้นๆ

แม้ว่าจะไม่มีการเก็บตัวอย่างเซลล์ไขมันจากคนปกติที่ไขมันน้อยๆมาเปรียบเทียบ หากในวิจัยนี้สามารถสังเกตได้ว่าผู้เข้าร่วมวิจัยที่อ้วนกว่าจะมีเซลล์ไขมันที่จำนวนมากกว่าและขนาดใหญ่กว่า โดยเฉพาะบริเวณใต้ผิวหนัง หรือผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีประวัติการบริโภคไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากกว่าก็ให้ผลเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามการบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนชนิดโอเมก้า 6 (พบในซีเรียล น้ำมันพืช ไข่) และชนิดโอเมก้า 3 (พบในน้ำมันปลา) สัมพันธ์กับขนาดของเซลล์ไขมันใต้ผิวหนังที่เล็กกว่า ส่วนกรดไขมันโอเมก้า 9 (กรดโอเลอิค) ไม่ส่งผลต่อขนาดของเซลล์ไขมัน แต่มีผลต่อจำนวนของเซลล์ บ่งชี้ว่ากรดไขมันชนิดนี้ลดการเพิ่มจำนวนของเซลล์ไขมันใหม่ๆ ซึ่งผลที่ได้นั้นสอดคล้องกับงานวิจัยในสัตว์ทดลองก่อนหน้านี้เกี่ยวกับผลของชนิดไขมันที่บริโภคและการสะสมไขมันในร่างกาย

อัตราส่วนแค่ไหนถึงจะดี?

เมื่อพิจารณาถึงข้อมูลมากมายที่เกี่ยวกับบทบาทของไขมันจากอาหารและความอ้วนแล้ว พูดได้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เพราะแม้ว่าข้อมูลต่างๆอาจจะทำให้เราอยากเลิกกินสเต็คและเบอร์เกอร์ไปตลอดชีวิต แต่เนื้อสัตว์ไม่ติดมันก็ยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี และกรดไขมันอิ่มตัวบางชนิดก็ยังมีความจำเป็นต่อร่างกายอยู่ จริงๆแล้วนักวิจัยที่มีชื่อเสียงหลายท่านเชื่อว่า การบริโภคไขมันอิ่มตัวในขนาดที่เหมาะสมอาจเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการบริโภคแบบน้อยมากๆซึ่งพบได้ในสูตรจำกัดอาหารบางแบบ

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือ ในขณะที่น้ำมันปลาเป็นส่วนประกอบที่มีประโยชน์ในแผนอาหารเพื่อสุขภาพ แต่การบริโภคปลามากจนเกินไปอาจไม่เป็นผลดีนัก นักวิจัยหลายคนเชื่อว่า อัตราส่วนที่ดีที่สุดของโอเมก้า 6 ต่อ โอเมก้า 3 คือ ประมาณ 4:1 หมายความว่า ขณะที่บริโภคปลาให้ครบอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์แล้วก็ควรจะมีเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก หรือไข่ในอาหารเช่นกัน การบริโภคอาหารที่หลายหลายจะทำให้ผู้บริโภคได้เอนจอยกับอาหารและยังได้รับประโยชน์ที่ครบถ้วน

และสุดท้าย อย่าลืมใช้ฉลากอาหารให้เป็นประโยชน์ในการดูปริมาณของไขมันทรานส์ และเลือกซื้อสินค้าโดยการหลีกเลี่ยงหรือจำกัดตัวเลือกสินค้าที่บริโภคไว้เพียงผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณไขมันทรานส์น้อยที่สุด เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพดี รูปร่างผอมเพรียว และไม่ต้องห่วงว่าลิงที่บ้านจะถูกนำไปทำวิจัยอีก

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Fitness Rx

ขอบคุณผู้แปลโดยแพทย์หญิง อรกมล อินกองงาม

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s