Freedom from sick day เป็นอิสระจากโรคา

 

Top-6-Ways-To-Stay-Fit-Without-Exercising-2-1

เคล็ดลับดีๆ จากแพทย์ผสมผสาน นายแพทย์เอลซัล แฮส ที่จะช่วยให้คุณมีความพร้อมในการป้องกันโรคภัยต่างๆ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค รวมถึงหนทางในการฟื้นฟูร่างกายอย่างเร่งด่วนเมื่อคุณล้มป่วยอีกด้วย

ในปีที่ผ่านมามีข่าวมากมายเกี่ยวกับการระบาดอย่างหนักหน่วงของไวรัสไข้หวัดใหญ่ อีกทั้งสาวๆ มากมายที่หลังผ่านพ้นจากระยะการเป็นหวัดมาแล้วยังคงรู้สึกป่วยไข้อยู่ ศูนย์การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อรายงานว่ากลุ่มคนที่รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่นั้น มีเพียง 19 เปอร์เซ็นที่เห็นผลการป้องกันไข้หวัดอย่างชัดเจน ดังนั้นจะดีกว่าไหม หากเราเริ่มต้นสร้างเสริมภูมิคุ้มกันก่อนที่ไข้หวัดตัวร้ายจะมาเยือน นายแพทย์เอลซัน แฮส ผู้แต่งหนังสือเรื่อง ศาสตร์พื้นฐานแห่งภูมิคุ้มกันโรคร่วมกับดร. แซนดร้า บาร์เร็ต ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันจะส่งผลแก่ร่างกายคุณมากกว่าแค่การขจัดอาการคัดจมูก ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงนั้นเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญมากของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี การมีสุขภาพที่แข็งแรงและร่างกายที่สมดุลนั้น จะทำให้คุณไม่ต้องย่ำแย่นอนซมเมื่อฤดูการระบาดของไข้หวัดใหญ่มาถึง แถมยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้อาหาร, สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่การเกิดภาวะแพ้ภูมิตัวเอง ขอเพียงทำตามเคล็ดลับ 6 ข้อต่อไปนี้

1.ชุบชีวาให้แก่ต่อมไทมัส

เป็นที่รู้กันว่าต่อไทมัสนั้น เป็นแหล่งสร้างทีเซลล์ ซึ่งเป็นตัวช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่น่าเสียดายที่เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมไทมัสกลับทำงานได้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ นายแพทย์แฮสแนะนำว่าเราสามารถกระตุ้นการทำงานของต่อมไทมัสได้ง่ายๆ ด้วยการวางมือลงบนต่อมไทมัส (ใต้กระดูกไหปลาร้าแต่เหนือบริเวณหัวใจ) และเริ่มลูบวนเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา จากนั้นใช้ปลายนิ้วตบเบาๆ พร้อมกับออกเสียงฮัมเบาๆ โดยไม่ต้องเปิดปาก การตบและสั่นสะเทือนเหล่านี้สามารถกระตุ้นการทำงานของต่อมไทมัสได้เป็นอย่างดี

CCF_SuperAntioxidantSalad

 

2.เพิ่มคุณประโยชน์ให้มื้ออาหารด้วยสลัดจานพิเศษ

ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั้นต้องการวิตามินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเอ, บี, ซี, ดี, อี, สังกะสี, ซิลิเนี่ยม, เหล็ก และแมงกานีส นายแพทย์แฮสแนะนำว่า หากต้องการให้ร่างกายได้รับสารอาหารเหล่านี้อย่างเพียงพอ จำเป็นต้องเพิ่มสลัดเข้ามาในมื้ออาหารประจำวัน โดยเฉพาะสลัดที่อุดมไปด้วยผักขมและผักใบเขียวอื่นๆ  ซึ่งต้องผสมอาหารเปี่ยมคุณประโยชน์ต่างๆเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบล็อคโคลี่, แครอท, ถั่วเขียว, หัวหอม, ถั่วต่างๆ, มะเขือเทศ, ซูจีนี, แอปเปิ้ล, ลูกฟิกซ์, ส้ม, อัลมอนด์, อะโวคาโด้, ถั่วลิสง, เมล็ดแฟล็ก และถั่วงอก

close up of different food items on table

3.สร้างเกราะป้องกันให้แก่ร่างกายด้วยโปรตีน

โปรตีนนั้นเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยร้อยเรียงให้ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเพิ่มปริมาณโปรตีนให้แก่ร่างกายนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มีการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณโปรตีนต่ำจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ย่ำแย่กว่ากลุ่มที่ได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ นายแพทย์แฮสแนะนำว่าในหนึ่งวัน ร่างกายควรได้รับโปรตีน 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 20 ปอนด์ ยกตัวอย่างเช่นผู้หญิงน้ำหนักตัว 160 ปอนด์นั้นควรได้รับโปรตีนประมาณ 80 กรัมใน 1 วัน ดังนั้นสามารถเติมโปรตีนให้ร่างกายง่ายๆ ด้วยการแบ่งทานเป็น 4 มื้อ เน้นเนื้อต่าง, สัตว์ปีก, เนื้อปลา, ไข่ และถั่วสัก 1 กำมือ

4. ออกกำลังกายนั้นหนาเป็นยาวิเศษ

การออกกำลังกายนั้นสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถสำรวจตรวจสอบร่างกายของคุณได้ดีขึ้น (ผ่านทางการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด) อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายขจัดเชื้อโรคและสารพิษต่างๆ ออกไปจากร่างกายผ่านระบบท่อน้ำเหลืองได้ดีขึ้น นายแพทย์แฮสสนับสนุนให้คุณออกกำลังกายในวันที่รู้สึกเริ่มจะเป็นไข้หวัด เพราะจะช่วยให้ร่างกายสามาถกำจัดเชื้อโรคได้ดีขึ้น แต่ควรงดการออกกำลังกาย 2 – 3 วันหากคุณมีอาการไข้หวัดที่รุนแรง, ไอ, ทางเดินหายใจติดเชื้อหรือมีไข้ อาการเหล่านี้นั้นต้องใช้การพักผ่อนเป็นการเยียวยาร่างกายจากการป่วยไข้แทน

5. บำรุงลำไส้เอาไว้ไม่มีผิดหวัง

ในระบบทางเดินอาหารนี้เป็นพื้นที่หลักในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นระบบทางเดินอาหารที่มีสุขภาพดีจะช่วยส่งเสริมการทำงานระบบภูมิคุ้มกันให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าจุลินทรีย์เป็นพระเอกของงานนี้ นายแพทย์แฮสแนะนำให้เพิ่มการรับประทานอาหารตำพวกนมหมักจำพวกโยเกิร์ต, กะหล่ำปรีดอง และจุลินทรีย์มีชีวิตแบบอัดเม็ด

6. ผ่อนคลายความเครียดด้วยเสียงเพลง

การทำสมาธิด้วยการร้องเพลง สามารถช่วยลดปัญหาภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากความเครียดได้ มีผลการวิจัยระบุว่า การทำเคอแตน ครีย่านั้น ช่วยลดการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้ลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดลงด้วย การปฎิบัติเคอแตน ครีย่านั้นง่ายแสนง่าย เพียงนั่งหลังตรง และเปล่งเสียงซา, ทา, นา, มา เป็นเวลา 12 นาที ระหว่างการออกเสียงแต่ละคำนั้น ก็ให้ใช้นิ้วโป้งแตะกับนิ้วต่างๆ ไล่จากนิ้วชี้ ไปนิ้วกลาง, นิ้วนาง และนิ้วก้อย การทำสมาธิด้วยการร้องเพลงเช่นนี้ นอกจากจะได้สมาธิแล้วยังช่วยลดความเครียอย่างสบายๆ

Freedom from sick day (Picture)

ขอบคุณผู้แปล คุณอารีรักษ์ ฤดีสถิต

ขอบคุณข้อมูล นิตยสาร First for Woman

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s