2

Berberine คืออะไร?

BerberineArticleMeme

Berberine เป็นสารสกัดอัลคาลอยด์ ได้มาจากพืชสมุนไพรจีนที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน สกัดได้จากส่วนเถา ราก และเปลือกของพืช มีคุณสมบัติต้านเชื้อชนิดต่างๆ ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา โปรโตซัว พยาธิ เชื้อคลาไมเดีย จึงสามารถนำมาใช้ในอาการต่างๆ เช่น ท้องเสีย โรคพยาธิ ตาอักเสบติดเชื้อ

Berberine สกัดจาก Golden seal(Hydrastis Canadensis), Coptis or goldenthread(Coptis chinensis, Oregon grape(Berberis aquifolium), Barberry(Berberis vulgaris), Tree turmeric(Berberis aristata)

คุณสมบัติ Berberine

Berberine ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ การศึกษาพบว่า การให้รับประทาน Berberine ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว(Heart failure) ภาวะหัวใจขาดเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยBerberine ช่วยเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจ ดังนี้

  • ลดการเกิด Free fatty acid ซึ่งสามารถลดไขมันได้ทั้ง Triglyceride, LDL-cholesterol และ Total cholesterol
  • เพิ่ม Nitric Oxide(NO) ให้กับร่างกาย ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ง่ายขึ้น ความดันโลหิตจึงลดลง และยังควบคุมไม่ให้เกิดก้อนเลือด ที่อาจทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดสมอง หัวใจ และเส้นเลือดแข็ง(Artherosclerosis)
  • Berberine ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาพบว่า Berberine สามารถลดทั้งระดับน้ำตาล(Blood glucose) และระดับน้ำตาลสะสม(Hemoglobin A1c) ซึ่งการศึกษาเปรียบเทียบกับยา Metformin ยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า Berberine มีประสิทธิภาพเกือบเทียบเท่ากับ Metformin เลยทีเดียว

ดังนั้น ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจ

  • Berberine มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จากการศึกษาพบว่า Berberine ช่วยยับยั้ง prtein1(AP-1) ซึ่งเป็นสารอักเสบและสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังหยุดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดขาวLymphocyte โดยไปมีผลต่อการสังเคราะห์DNA ของLymphocyte นี้ ซึ่งเป็นสาเหตุของกระบวนการอักเสบ และยังช่วยการหายของแผลเร็วขึ้น โดยการไปยับยั้งสารอักเสบ Arachidonic acid, Thrombohexane A2 และ Thrombus formation

 

  • ในตัว Berberine พบว่าสามารถเพิ่มนอร์อิพิเนพฟริน(Norepinephrine) และ เซโรโทนิน(Serotonin) ในสมอง ช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า(Antidepression) และยังพบว่าสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์(Alzheimer’s) ได้อีกด้วย โดยการยับยั้งการเกิด β-amyloids pathways ได้
    รักษาอาการท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholera และ Escherichia coli โดยลดการฝังตัวของเชื้อบริเวณผิวผนังลำไส้ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการติดเชื้อ ทำให้เชื้อหยุดการเจริญ จึงลดการบีบรัดตัวของลำไส้และ ลดการขับออกของน้ำและเกลือแร่

 

  • มีฤทธ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ Giardia lambia, Entamoeba histolytica, Trichomonas vaginalis, and Leishmania donovani เชื้อ Giardia lambia (giardiasis) เป็นปรสิตที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น โดยพบการติดเชื้อในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ จากการทดลองในประเทศอินเดีย พบว่า Berberine สามารถลดการอาการการติดเชื้อนี้ โดยลดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ และการตรวจอุจจาระพบว่า มีจำนวนเชื้อน้อยลง และเมื่อทำการเปรียบเทียบกับยา Metronidazole(Fragyl) พบว่า Bererine ให้ประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ จากการศึกษา พบว่า Berberine ลดการติดเชื้อบิด E.histolytica

และเชื้อTrichomonas vaginalis หรืออาการตกขาวผิดปกติ โดยทำลายเชื้อของระยะ Trophozoite

Berberine สามารถรักษาตาอักเสบจากเชื้อ Chlamydia trachomatis จากการศึกษาในผู้ป่วยคลินิกตา พบว่า เมื่อใช้

Berberine chloride eye drop แล้วตรวจหาเชื้อจากเยื่อบุตา ผลไม่พบเชื้อ C. trachomatis ในผู้ป่วย

0

The Sleep Plan

การนอนหลับที่ดีมีความสำคัญต่อร่างกาย

การนอนหลับอย่างเพียงพอ ถือเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต เป็นเวลาที่ร่างกายผลิตและสะสมพลังงาน เปรียบได้กับ เรามีโรงงานผลิตยาที่มีประสิทธิภาพอยู่ในสมอง และเพื่อการผลิตโดสยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดออกมา จึงต้องอาศัยช่วงเวลาของการนอนหลับนี้

ประโยชน์ของการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอมีมากมาย เช่น ร่างกายมีความกระฉับกระเฉง ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย สมองไม่ตื้อ ภูมิคุ้มกันดี สุขภาพดี ไม่เป็นโรคร้ายแรงต่างๆ

มาดูกันว่า เคล็ดลับการนอนหลับที่ดีเป็นอย่างไร เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเวลาเข้านอน

6.30 น. ตื่นนอนตอนเช้า เวลานี้ควรตื่นนอนได้แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับการหลั่งฮอร์โมนแห่งพลังงานของเช้าวันใหม่ นั่นคือ ฮอร์โมนคอร์ติซอล และสอดคล้องกับฮอร์โมนเมลาโทนินที่ลดต่ำลงด้วย

6.45 น. ควรออกไปเดินข้างนอก รับกับแสงแดดยามเช้า เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและรู้สึกสดชื่น ลดอาการง่วงเหงาหาวนอนจากการนอนเมื่อคืน

12.00 น. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ดาร์กช็อกโกแลต เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้นอนหลับได้ยาก

14.30 น. งีบ ประมาณ 20 นาที การงีบหลับช่วงกลางวันที่มีแสง ไม่ได้ทำให้หลังตื่นมาแล้วมึนงง แต่กลับพบว่า ร่างกายกระปรี้กระเปร่า รู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่ง ตาสว่าง อารมณ์ดี มีความคิดสร้างสรรค์ผลงาน

18.00 น. เลี่ยงการทานหนักๆในมื้อเย็น เพราะการอิ่มมาก อาจทำให้ แน่นท้อง กรดไหลย้อน มีผลต่อการในตอนกลางคืน ถ้าอยากทานมื้อหนัก ควรเป็นตอนเที่ยงจะดีกว่า

21.30 น. ทานอาหารเบาๆก่อนนอน ช่วยเพิ่มการนอนหลับได้ เช่น ขนมแครกเกอร์ทาเนยถั่ว หรือนมอุ่นแอลมอนด์สักแก้ว ในถั่วและขนมปังแครกเกอร์ มีทริปโตฟาน สารเคมีที่ทำให้รู้สึกง่วงนอน ซึ่งช่วยหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่มีส่วนสำคัญต่อการนอนหลับ

21.45 น. สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสม อุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอดี เพราะอุหภูมิในร่างกายจะต่ำลงช่วงเวลาประมาณตีห้า ถ้าห้องร้อนเกินไป อาจเป็นการปลุกให้ตื่นขึ้นมาได้ อุณหภูมิที่เหมาะกับการนอน ประมาณ 20 องศา

22.15 น. ใช้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ จะช่วยลดการเต้นของหัวใจและความดัน ทำให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและช่วยให้การนอนหลับสบายยิ่งขึ้น และตื่นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า

22.30 น. เปิดเสียงคลอเบาๆ จะช่วยให้หลับลึกยิ่งขึ้น การศึกษาพบว่า เสียงที่เปิดระหว่างการนอนหลับ ไม่ได้ทำให้ตื่นขึ้น แต่กลับทำให้การนอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เสียงฝนตก เป็นต้น

ลองนำเคล็ดลับต่างๆ เหล่านี้ไปปฏิบัติกันดู แต่หากพบว่า ยังมีอาการนอนไม่หลับ มากกว่า 2 สัปดาห์ ควรไปปรึษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรักษาอาการนอนไม่หลับ

การนอนหลับอย่างพอเพียงทั้งระยะเวลา และคุณภาพของการนอนหลับจะเป็นปัจจัยในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีเหมือนกับการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และการออกกำลังกาย

0

Your Quick Fix for Misery Guts : วิธีซ่อมลำไส้รั่ว

slimeballs+and+misery+guts

ลำไส้ไม่เพียงแค่มีหน้าที่ในการย่อยและดูดซึมอาหารเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่สำคัญในการเป็นปราการแบ่งแยกสิ่งแวดล้อมภายนอกและภายใน คัดกรองสารพิษหรือสารเคมีต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของเราอีกด้วย หากลำไส้เกิดทำงานผิดพลาดไม่สามารถแยกแยะการดูดซึม หรือคัดกรองสารอาหารหรือสารพิษต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ก็จะเกิดปัญหาตามมาได้ ซึ่งเราเรียกภาวะความผิดปกติแบบนี้ว่า “Leaky Gut syndrome” หรือ “ลำไส้รั่ว” นั่นเอง

ภาวะลำไส้รั่วนี้ เซลล์จะยอมให้ อาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ สารพิษ แบคทีเรีย หลุดผ่านผนังลำไส้และเข้าสู่กระแสเลือดได้

ของเสียเมื่อเข้าสู่กระแสเลือด ก็เปรียบเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ร่างกายก็จะปฏิเสธและต่อต้าน ด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานหนักขึ้น เพื่อมาต่อต้าน ผลที่ตามมาก็คือ อาการอันไม่พึงประสงค์ ส่งผลเสียต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น

– เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง

– ไวต่อการเกิดปฏิกิริยากับอาหาร แพ้อาหารหลายชนิด

– อักเสบเรื้อรัง ปวดข้อ ข้ออักเสบ

– ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย

– ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย

– ผื่นแพ้ไม่ทราบสาเหตุ สิวเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบ

– หงุดหงิด ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน

– สมาธิสั้น ความจำไม่ดี

– หายใจเร็วตื้น หายใจไม่อิ่ม

– เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายไม่ทน

– ระบบภูมิคุ้มกันแปรปรวน โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

การมีสุขภาพลำไส้ที่ดี ก็จะเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี มาดูแนวทางการรักษาภาวะลำไส้รั่ว

มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

Remove: คือ การหลีกเลี่ยงหรือกำจัดต้นเหตุที่ทำลายลำไส้
เป็นสิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ กำจัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่ว เช่น แอลกอฮอล์ กลูเตน(สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนข้าวสาลี) ยาปฏิชีวนะ ยาต้านการอักเสบแบบไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAID) และอาหารที่แพ้ ซึ่งเราจะทราบได้จากการไปตรวจเลือด เพื่อจะได้ทราบว่าอาหารชนิดใดบ้างที่รับประทานได้ ชนิดใดบ้างที่ควรงดและหลีกเลี่ยง
Replace: แทนที่ด้วยอาหารที่ช่วยซ่อมลำไส้
เพิ่มอาหารหรือสารที่ทำให้เกิดกระบวนการย่อยอาหารได้อย่างสมบูรณ์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเพิ่มการทานกากใยอาหาร เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานอย่างเป็นปกติ เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง คีนัว ไซเลียมฮัสก์(Psyllium Husk) ผักผลไม้ชนิดต่างๆ เอนไซม์ช่วยย่อย เช่น กรดไฮโดรคลอริก บีเทน(Betain เอนไซม์ช่วยย่อยจากสับปะรด)หรือสมุนไพรที่ช่วยการทำงานของลำไส้
Reinoculate: เติมอาหารให้แบคทีเรียชนิดดี
อินนูลิน เป็นเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ปกติร่างกายจะย่อยและดูดซึมไม่ได้ แต่เหมาะสำหรับเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียชนิดดี (Probiotics) อินนูลินพบได้ในพืชหลายชนิด เช่น ชีคโอะริ (Chicory), หัวหอม, หน่อไม้ฝรั่ง, แก่นตะวัน (Jerusalem artichoke) อินนูลิน มีรสชาติหวาน สามารถใช้แทนนน้ำตาลได้ โดยไม่เพิ่มแคลอรี่ให้กับร่างกาย เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ขาดหวานไม่ได้
Repaire: ซ่อมแซมด้วยอาหารเสริม
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้าย เป็นการให้สารอาหารหลากหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซ่อมแซม และฟื้นฟูผนังลำไส้ให้กลับคืนสภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงดังเดิม ดังนี้

วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเค วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิค
สารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น เซเลเนี่ยม แคโรทีนอยด์ กลูตามีน แกมมาออริซานอล ซิงค์ กรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า 3

แปลโดยคุณวิลาสินี บุดดา

0

Rebalance Hormone: ปรับสมดุลให้ฮอร์โมนในร่างกาย

hormone

ฮอร์โมนเลปติน : ฮอร์โมนเลปตินสูง หิวตลอดเวลา

ฮอร์โมนเลปติน(Leptin) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ฮอร์โมนความอิ่ม เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากเซลล์ไขมัน โดยฮอร์โมนชนิดนี้ทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณจากเซลล์ไขมันไปยังสมองเพื่อให้หยุดความอยากอาหาร และรับรู้ถึงความรู้สึกอิ่ม

เลปติน อาจโดนขัดขวางการทำงานจากปริมาณน้ำตาลฟรุคโตสที่สูง โดยเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลฟรุคโตสสูง ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้ที่มีรสหวานมากๆ หรือ อาหารที่ผ่านขบวนการปรุงแต่ง(processed food) เมื่อน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ตับทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย แต่เมื่อมีปริมาณน้ำตาลที่เยอะเกินไป ตับจะไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ทัน ร่างกายจึงเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเก็บในรูปของไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ เก็บตามอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ตับ เอว หรือหน้าท้อง เมื่อร่างกายมีไขมันมาก ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนเลปตินออกมามากเช่นกัน (เลปตินผลิตจากเซลล์ไขมัน) แต่การที่ร่างกายมีฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่งที่มากเกินไป ก็มักจะทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการทำงานฮอร์โมนชนิดนั้น เช่นเดียวกันกับเลปติน เรียกว่า ภาวะดื้อเลปติน ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายต่อต้านฮอร์โมนชนิดนี้ทำให้เกิดอาการหิวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเลปตินไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังสมองได้ ทำให้กินเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม ซึ่งจะเป็นวงจรวนไปอยู่เช่นนี้
ฮอร์โมนอินซูลิน : ฮอร์โมนอินซูลินสูง เซลล์ไขมันขยายใหญ่

อย่างที่เคยกล่าวไว้ บางคนควบคุมอาหาร บางคนออกกำลังกายหนักมาก แต่น้ำหนักไม่ลงเลย ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะความไม่สมดุลของฮอร์โมนนั่นเอง ฮอร์โมนอินซูลินนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัว ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย การที่ร่างกายลดน้ำหนักยาก เชื่อว่า เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ หรือที่เราเรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน นั่นเอง

ภาวะดื้ออินซูลินเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาวะดื้ออินซูลินเกิดจาก การรับประทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาลมากเกินไป ในขณะที่ร่างกายได้รับน้ำตาล อินซูลินจะถูกหลั่งออกมาจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลจากเลือดเข้าไปในเซลล์ของร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน และน้ำตาลที่เหลือถูกเก็บเป็นไกลโคเจนไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในเวลาที่ร่างกายขาดอาหาร แต่ขณะเดียวกัน หากเรายังทานน้ำตาลในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกาย ร่างกายจะเพิ่มการหลั่งอินซูลินให้มากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อระดับน้ำตาลที่สูง แต่อินซูลินที่ถูกผลิตออกมาไม่สามารถทำงานได้ปกติ ตับอ่อนจึงพยายามผลิตออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนอินซูลินสูงอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ และน้ำตาลจึงไม่ถูกนำไปเก็บที่ตับและกล้ามเนื้อ แต่จะถูกเก็บเป็นไขมันไว้ที่เซลล์ไขมันแทน ซึ่งเซลล์ไขมันสามารถรองรับและขยายใหญ่ได้มากถึง 4 เท่า นี่จึงเป็นสาเหตุของน้ำหนักเกิน และความอ้วน
ภาวะฮอร์โมนสูงเกินไปทั้งหมดนี้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การเผาผลาญของร่างกายทำงานไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน เอสโตรเจน คอร์ติซอล เลปติน และอินซูลิน แต่เรายังมีวิธีที่จะช่วยให้ฮอร์โมนเหล่านี้กลับมาทำงานอย่างปกติได้ดังเดิม โดยหลักการคือ ให้ฮอร์โมนเหล่านี้หยุดพักก่อน เป็นเวลา 72 ขั่วโมง หรือ 3 วัน และหลังจากนั้น ร่างกายจะสามารถนำฮออร์โมนเหล่านี้กลับมาใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง หรือที่เรียกว่า การรีเซ็ตฮอร์โมน

การรีเซ็ตฮอร์โมน วิธีการคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารใน 21 วัน โดยแบ่งเป็นช่วงละ 3 วัน ซึ่งจะมีวิธีการทั้งหมด 7 อย่างสั้นๆดังนี้

วันที่ 1-3 : เริ่มการรีเซ็ต โดยการหยุดทานอาหาร 2 อย่างที่ทำให้เพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ เนื้อ กับแอลกอฮอล์ และแทนที่ด้วยการทารผักและไฟเบอร์
วันที่ 4-6 : ปรับระดับฮอร์โมนอินซูลินให้คงที่ โดยการหยุดทานอาหารจุบจิบ ของหวาน น้ำตาล และต้องทานอาหารมื้อหลักให้ตรงเวลาเป็นประจำ
วันที่ 7-9 : หยุดทานผลไม้ที่หวานมากๆ จะช่วยรีเซ็ตฮอร์โมนเลปติน ทำให้รู้สึกอิ่มและหยุดทานอาหาร
วันที่ 10-12 : หยุดดื่มกาแฟ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการหลั่งคอร์ติซอล
วันที่ 13-15 : แนะนำหยุดถั่วต่างๆ เพราะทำให้น้ำตาลสูงได้
วันที่ 16-18 : กระตุ้นการทำงานของโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นตัวที่ช่วยเร่งการเผาผลาญของร่างกาย อาหารแนะนำ คือ นมแอลมอนด์
วันที่ 19-21 : สุดท้าย คือ หลีกเลี่ยงสารพิษต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปรับศัตรูพืช แนะนำให้ทานอาหารออร์แกนิค ซึงจะสามรถช่วยการปรับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน และยังช่วยรีเซ็ตฮอร์โมน เอสโตรเจน เลปติน อินซูลิน และไทรอยด์ด้วย

English Version

 

แปลโดย คุณวิลาสินี บุดดา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Magazine Prevention October/November 2015
0

The Paleo Diet : กินแบบมนุษย์ถ้ำ

Paleo-Pic

คงเคยได้ยินการลดน้ำหนักด้วยสูตร Paleo Diet หรือ การกินแบบมนุษย์ถ้ำ กันมาบ้างแล้ว เป็นสูตรลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมมาก ในอเมริกา โดยเฉพาะบรรดาคุณผู้หญิงทั้งหลาย มีทั้งผู้ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จจากการใช้สูตรนี้

ก่อนอื่นมารู้จัก The Paleo Diet หรือการไดเอตแบบมนุษย์ถ้ำกันก่อน หลักการของสูตรนี้ก็คือ เน้นการกินแบบมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ คือกินสิ่งที่หาได้ในยุคนั้น ดังนี้

  • เน้นการกินโปรตีนปริมาณมากทั้งจากเนื้อสัตว์ และเมล็ดพืช
  • เน้นผัก ผลไม้ ยกเว้นผลไม้รสหวานมาก
  • ทานไขมันดีจากเมล็ดพืชและจากสัตว์
  • กินของสดใหม่ ไม่ผ่านการปรุงแต่งแปรรูป
  • งดของหวานและน้ำตาล
  • งดทานผลิตภัณฑ์จากนม
  • งดดื่มแอลกอฮอล์

คุณหมอท่านหนึ่งในอเมริกา จึงได้ทำการศึกษาสูตรลดน้ำหนัก Paleo นี้ว่า ทำไมแต่ละคน ถึงมีน้ำหนักลดที่แตกต่างกันมาก บางคนลดได้เพียง 1.8 กิโลกรัม บางคนลดได้ถึง 8 กิโลกรัม และแล้วก็ได้พบคำตอบที่สำคัญ คือ แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ซึ่งพบว่า การทานอาหารบางอย่างที่เพิ่มการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดไม่ดี สามารถทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้และเกิดภาวะลำไส้รั่ว (Leaky gut) ตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สเยอะ และที่สำคัญมันเพิ่มการสะสมไขมันที่หน้าท้องและรอบเอวเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ แบคทีเรียชนิดไม่ดียังสามารถส่งสัญญาณไปยังสมอง และกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความรู้สึกโหยน้ำตาลและอยากของหวานๆ มากขึ้น และยากที่จะหักห้ามใจได้ จึงทำให้กลับเข้าสู่วงจรการกินและก็อ้วนอีกเช่นเดิม แต่ในทางกลับกัน พบว่า หากทานอาหารที่เพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ได้เพิ่มขึ้น จะทำให้ความรู้สึกอยากอาหารหายไปขณะที่กำลังลดน้ำหนักด้วยสูตรนี้
ลองมาดูอาหารตัวอย่างที่คุณหมอท่านนี้ได้แนะนำไว้สักสองสามอย่างกัน

มื้อเช้า เอนจอยกับสมูทตี้ที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ส่วนประกอบมี นมแอลมอนด์ไม่หวาน 1 แก้ว, โปรตีนผง 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันแฟลกซีด 1 ช้อนโต๊ะ และเติมผักผลไม้

มื้อเที่ยง และมื้อเย็น เน้นโปรตีน เช่น เนื้อหมู ไก่ ปลา แบบไม่ติดมัน หรือ ถั่ว และผักแบบไม่มีแป้ง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง พริกไทย มะเขือเทศ

การให้โปรตีนอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะสามารถทำให้ควบคุมความอยากได้ และช่วยในการเผาผลาญแคลอรี่ ที่สำคัญคือช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ

สำหรับอาหารที่เพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีให้กับลำไส้(Probiotic) ตัวอย่างเช่น คีนัว โยเกิร์ต เนยถั่ว

ลองทำตามอาหารที่แนะนำนี้ ใน 2 สัปดาห์ จะพบว่าไม่เพียงแค่น้ำหนักลด แต่ยังทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วย

และเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด ลองทำตามสูตรนี้

เตรียมกระเพาะอาหารด้วยการสปาน้ำ: เริ่มต้นวันใหม่ในแต่ละวัน โดยการดื่มน้ำอุ่น 8 ออนซ์ผสมมะนาวครึ่งลูก วิธีนี้จะสามารถช่วยระบบการย่อยอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ โดยความเปรี้ยวของมะนาวจะช่วยเพิ่มการผลิตเอนไซม์ เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้อาหารถูกย่อยและดูดซึมไปหมด ไม่เหลืออาหารค้างที่ทำให้แบคทีเรียไม่ดีใช้เป็นอาหารในการเจริญเติบโต
สมานลำไส้: แนะนำให้ดื่มน้ำซุประหว่างมื้ออาหาร เช่น น้ำซุปต้มกระดูก เนื่องจากในน้ำซุปประกอบไปด้วยสารอาหารทั้งแร่ธาตุและกรดอะมิโนต่างๆ โดยเฉพาะเจลาตินและกลูตามีน จะสามารถช่วยรักษาภาวะลำไส้รั่วและเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีได้ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่เพิ่มการทานกลูตามีน จะสามารถลดปริมาณแบคทีเรียชนิดไม่ดี ได้ถึง 33% ในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น
เพิ่มคาร์โบไฮเดรตด้วยผัก: แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นแป้ง และแนะนำให้นำผักมาทำเป็นข้าวแทน โดยเฉพาะกะหล่ำดอก นำมาหั่นเติมชีสเล็กน้อย ผสมกับน้ำมันมะกอก เติมน้ำซุปต้มกระดูก ต้มนาน 10 นาทีจนผักนุ่มสุก นำมาทานเป็นข้าวได้ การศึกษาพบว่า ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปม บร๊อคโคลี่ สามารถเพิ่ม ภูมิต้านทานในระบบทางเดินอาหาร และยังปรับความสมดุลของแบคทีเรียชนิดดีและไม่ดีได้ด้วย
ทานแอปเปิ้ลเป็นอาหารว่าง: จากการศึกษาพบว่า แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดี การทานแอปเปิ้ลจะยังช่วยลดความอยากน้ำตาลหรือของหวานๆได้ด้วย
ทานอาหารเสริม: ถ้าหากต้องทานอาหารเสริมสักตัว แนะนำว่า ให้ทานวิตามินดี เนื่องจากวิตามินดี สามารถช่วยลดปริมาณแบคทีเรียชนิดไม่ดีและเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีได้ คนส่วนใหญ่จะขาดวิตามินดี ชาวอเมริกัน มากถึง 75% ที่วิตามินดีอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลดน้ำหนักได้ยาก ขนาดที่แนะนำคือ 1,000 IU ต่อวัน

English Version Part I

English Version Part II

English Version Part III

English Version Part IV

แปลโดย คุณวิลาสินี บุดดา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Magazine First
0

7 Healing Condiment Cures: เคล็ดลับ 7 เครื่องปรุง เพื่อสุขภาพ

English Version First Page

English Version Second Page

condiments

ซอสมะเขือเทศ (Tomato Sauce)
ในมะเขือเทศ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ชื่อว่า ไลโคปีน จากการศึกษาพบว่า ไลโคปีน มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการการแข็งตัวของหลอดเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นแก่เส้นเลือด ในซอสมะเขือเทศ มีสารไลโคปีน มากถึง 60% ต่อกรัม นอกจากนี้ยังมีวิตามินสูงด้วย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี

พริกไทยดำ (Black Pepper)
พริกไทยดำ ถือว่าเป็นอาวุธลับสำหรับต้านมะเร็งได้เลย สารไพเพอรีนที่พบในพริกไทยดำ สามารถช่วยหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์ก้อนเนื้อ หรือเซลล์มะเร็งที่กำลังเจริญเติบโตได้ และนอกจากนี้ยังพบว่า ช่วยลดปริมาณเซลล์ที่เจริญผิดปกติด้วย

โรสแมรี่ (Rosemary)
จากการศึกษาพบว่า โรสแมรี่ ช่วยลดคาร์ซิโนเจน หรือสารก่อมะเร็ง ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็งนั่นเอง นอกจากนี้ยังพบว่า การปรุงเนื้อด้วยโรสแมรี่ ก่อนนำไปย่าง สามารถลดคาร์ซิโนเจนที่เรียกว่า เฮ็ทเทอโรไซคลิค เอมีน (heterocyclic amines; HCAs) ได้ถึง 30-100% เลยทีเดียว

ฮอสแรดิช (Horseradish)
สารกลูโคซิโนเลท (Glucosinolates) สารที่พบในส่วนของรากและใบของต้นฮอสแรดิช ซึ่งช่วยการทำงานของตับในกระบวนการกำจัดสารพิษ หรือดีท็อกซ์ นั่นเอง นอกจากนี้การศึกษายังพบว่า สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ฮอสแรดิช ถือว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่มีสารรกลูโคซิโนเลทต้านมะเร็ง สูงมากกว่าบร๊อคโคลี่ ถึง 10 เท่าทีเดียว

โอลีฟ ออยล์ (Olive Oil)
เป็นที่ทราบกันดี ว่าในน้ำมันมะกอก มีกรดไขมันที่มีประโยชน์ นั่นก็คือ โอเมก้า 9 หรือกรดโอเลอิก(Oleic) เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารโอเลออยล์เลทาโนลามายด์(Oleoylethanolamide; OEA) ซึ่งมีประโยชน์ต่อเซลล์สมอง พบว่า ช่วยเพิ่มความสามารถเรื่องความจำ จากจำได้ระยะสั้นๆ จะเพิ่มความจำได้ยาวขึ้น ดีขึ้น หรือกล่าวอีกนัยนึงคือ เป็นเหมือนกาวเชื่อมเซลล์สมองให้จำได้ดีขึ้น

ซอสพริก (Hot Sauce)
ในพริก มีสารสำคัญคือ แคปไซซิน(Capsaicin) เป็นสารที่ให้ความเผ็ดในพริกนั่นเอง สารแคปไซซินนี้ สามารถช่วยลดความอยากอาหาร โดยการไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเกอร์ลิน(Ghrelin) และเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนจีแอลพีวัน(GLP-1) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เราหิว นอกจากนี้ยังพบอีกว่า การทานแคปไซซินก่อนมื้ออาหาร สามารถช่วยลดแคลอรี่ได้ 16% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ทาน

อบเชย (Cinnamon)
อบเชย เป็นเครื่องเทศที่นิยมกันมาก มีการศึกษาพบว่า อบเชยมีประโยชน์ในการช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลิน และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แนะนำในมื้อที่ทานอาหารหวานมากๆก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเครื่องเทศที่ดีต่อสุขภาพ

แปลโดย คุณวิลาสินี บุดดา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Magazine Prevention April/May 2015

0

EAT IT NOW Chilli: มากิน “พริก” กันเถอะ

For the English version, please click Here

chillies

หิวน้อยลง อยากอาหารลดลง ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกยิ่งขึ้น ลดคอเลสเตอรอล เพิ่มภูมิต้านทาน และต้านเซลล์มะเร็ง ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ที่ได้จาก “พริก” ซึ่งมีสารตัวสำคัญที่เรียกว่า ‘แคปไซซิน’ สารแคปไซซิน เป็นสารที่ให้ความเผ็ดนั่นเอง พบมากในใยบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว(คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด ความเผ็ดของพริกนี่เอง เป็นตัวที่ช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย จึงช่วยในการเผาผลาญ และลดความอยากอาหาร ซึ่งมีประโยชน์ของผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก

ในการบรรเทาอาการไข้หวัดและไซนัสนั้น แคปไซซินจะไปขยายช่องจมูกให้ใหญ่ขึ้น ทำให้เสมหะที่ข้นเหนียวจือจางลง ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น จะเห็นได้จากเมื่อเรากินพริกเผ็ดๆ น้ำตา น้ำมูกจะไหลออกมา

พริก…ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล โดยสารแคปไซซิน ช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) มากขึ้น เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค

นอกจากนี้ พริกยังอุดมไปด้วย วิตามินซี และเบต้า-แคโรทีน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โดยการยับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และสามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้าย โดยการขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด

แปลโดย คุณวิลาสินี บุดดา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Magazine Prevention

 

0

ทำไมทุกคนจึงต้องเสริมด้วยวิตามินดี? (ตอนที่ 3)

English Version Below

วิตามินดีช่วยลดภาวะอักเสบ

อินเตอร์ลูคิน-6 (Interleukin-6: IL-6) สารตัวนี้หลั่งออกมาจากเม็ดเลือดขาว เป็นการตอบสนองต่อภาวะการอักเสบของร่างกาย พบความเกี่ยวข้องระหว่างสารตัวนี้สูงกับโรคหลายโรค โดยเฉพาะ โรคมะเร็ง และในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ก็จะพบสารอักเสบตัวนี้สูงด้วยเช่นกัน

ได้มีการศึกษาทดลอง เรื่องการลดสารอักเสบIL-6 โดยการรับประทานวิตามินดีในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน โดยทำการศึกษาในผู้หญิงอ้วนวัยทอง จำนวน 218 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุมแรกได้รับการลดน้ำหนัก บวกกับการรับประทานยาหลอก กลุ่มที่สอง ได้รับการลดน้ำหนัก บวกกับการรับประทานวิตามินดี 2000 IU ทุกวัน ผลที่ได้คือ ทั้งสองกลุ่มมีน้ำหนักที่ลดลง 5% – 10% เช่นเดียวกัน แต่การตรวจหาสารอักเสบIL-6 พบว่า กลุ่มที่รับประทานวิตามินดี มีค่าการอักเสบIL-6 ในร่างกายลดลงมากถึง37.3% ในขณะที่กลุ่มได้รับยาหลอก มีค่าการอักเสบIL-6 ลดลงเพียง 17.2%

วิตามินดีช่วยลดอาการทางจิต

การศึกษาพบว่า วิตามินดีมีบทบาทสำคัญต่อการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคทางจิต เช่น โรคสมาธิสั้น(ADHD) และโรคจิตเภท (Schizophrenia)

ตัวรับวิตามินดีเกิดขึ้นในก้านสองของตัวอ่อนทารกในระหว่างตั้งครรภ์ของหนู จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า วิตามินดีมีความสำคัญต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และพบว่า เมื่อหญิงตั้งครรภ์ที่ขาดวิตามินดี จะทำให้เกิดการเจริญเติบโตของทารกช้า

โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactive Disorder: ADHD) ได้ทำการศึกษาระดับวิตามินดีในหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 1,650 คน พบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับวิตามินดีสูงขึ้นทุกๆ 10 ng/mL มีความเสี่ยงต่อการให้กำเนิดบุตรที่มีภาวะสามาธิสั้นน้อยกว่า 11% แต่อย่างไรก็ตาม การรับวิตามินดีในปริมาณสูงที่เพียงพอในระดับที่ต้องการ ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

โรคจิตเภท (Schizophrenia) คือ กลุ่มอาการของโรคที่มีความผิดปกติของความคิด ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เชื่อว่าเกิดจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง สารเคมีนี้คือ โดปามีน(dopamine) ได้มีการศึกษาในหนู พบว่า ตัวรับวิตามินดีในก้านสมองของระยะตัวอ่อนในครรภ์ มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มสูงขึ้นของโดปามีน ซึ่งสรุปได้ว่า ภาวะขาดวิตามินดีส่งผลทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจิตเภท

อีกการศึกษาหนึ่ง ได้ทำการศึกษาระดับวิตามินดีในกลุ่มทดลอง 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่หนึ่ง จำนวน 40 คน เป็นโรคจิตเภทในระยะอาการกำเริบ กลุ่มที่สอง จำนวน 41 คน เป็นโรคจิตเภทในระยะอาการสงบ และกลุ่มที่สาม จำนวน 40 คน เป็นผู้มีสุขภาพดี ผลการตรวจค่าวิตามินดี พบว่า กลุ่มผู้เป็นโรคจิตเภทในระยะอาการกำเริบ มีค่าวิตามินดีอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มโรคจิตเภทในระยะอาการสงบ และกลุ่มผู้มีสุขภาพดี มีค่าระดับวิตามินดีสูงที่สุด
โดยสรุปแล้ว เรารู้จักมาเป็นสิบๆปีแล้วว่า วิตามินดีช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง และรับรู้ภายหลังว่าวิตามินดีมีส่วนสำคัญต่อทุกส่วนของร่างกาย และสามารถป้องกันการเกิดโรคจากความเสื่อมทั้งหลาย เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือสมอง เป็นต้น แต่ทุกวันนี้กลับพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่ได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ สาเหตุอาจมาจาก อาหารเสริมหรือวิตามินที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป มีวิตามินดีในปริมาณน้อย ประมาณ 400-600 IU เท่านั้น หรือประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศหนาวที่ได้รับแสงแดดน้อย ก็จะทำให้ขาดวิตามินดีได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจริงๆแล้ว วิตามินดีเป็นวิตามินที่มีราคาไม่แพงมากนัก และยังสามารถช่วยป้องกันโรคได้ จึงเป็นวิตามินที่ทุกคนควรจะได้รับอย่างเพียงพอ ปริมาณที่แนะนำต่อวัน คือ Vitamin D3 5,000-8,000 IU และควรรับประทานพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มการดูดซึม และควรตรวจเลือดประจำปีเพื่อหาระดับวิตามินดีว่าเพียงพอต่อร่างกายหรือไม่

vitamin-D

Vitamin D Lowers Inflammatory Biomarkers

Interleukin-6 (IL-6) is an inflammatory cytokine. At high levels, this cytokine has been linked with several types of
cancers.41 Overweight individuals have much higher rates of inflammatory cytokines like interleukin-6.42
A compelling study documented marked reductions of interleukin-6 when vitamin D is combined with weight loss. The
study involved 218 overweight postmenopausal women who were divided into two groups. Both groups had weight loss
interventions, but one group was given 2,000 IU per day of oral vitamin D3.

Both groups achieved a 5% to 10% weight loss, but the group that received the vitamin D supplement showed an
impressive 37.3% reduction in interleukin-6 levels compared to the placebo which only had a 17.2% reduction.43

Psychiatric Disorders

Interesting research is showing higher levels of vitamin D play an important role during pregnancy for preventing many
different psychiatric disorders. The vitamin D receptor emerges in the brain stem through the embryonic development of rats. This indicates and reinforces the idea that vitamin D is important for gestational development.46,47 Additional studies have shown that vitamin D deficiency in the mother can lead to impaired growth of the fetus.48

Attention Deficit Hyperactive Disorder (ADHD)

A fascinating study analyzing vitamin D blood levels in 1,650 mothers showed that for each 10 ng/mL increment in vitamin
D levels, their children had 11% less ADHD-like symptoms. This type of research has heavily influenced the demand for prenatal vitamins. However, most multivitamins only contain a fraction of the vitamin D that is needed to be therapeutic. The trivial amount of vitamin D in most prenatal vitamins is not enough to raise a vitamin D level by 10 ng/mL.1,2

Schizophrenia

An imbalance of dopamine has been hypothesized to be a cause of schizophrenia. The vitamin D receptor emerges in the
brain stem at the same time as the peak period of dopamine cell birth in rat embryos. There has been a high correlation between vitamin D deficiency and schizophrenia. The correlation has influenced a study to show if vitamin D deficiency was prevalent in those having an acute episode.

The study subjects were divided into three groups: 40 patients who were reported to be having an acute episode, 41 patients
in remission, and 40 healthy controls. Those who reported to be having an onset of schizophrenic episodes had far lower levels of vitamin D compared to schizophrenics in remission. The healthy controls had the highest levels of vitamin D.

Ignored Age-Related Panacea

Life Extension® has been writing about the health benefits of vitamin D for many decades. Fortunately, researchers are
finally catching up with these findings and devoting resources to discovering and documenting new applications of vitamin
D. What might be surprising is that the new research discussed in this article was released just within this last year.
There is an immense archive of literature documenting the health benefits of this single vitamin. Every day, more research
findings are being published. In fact, by the time this article is published, there will be even more noteworthy studies
released.

Current medical teachings need to be updated to include evidence that vitamin D provides support to not just bone health,
but also to reducing all-cause mortality through its system-wide benefits. Vitamin D is the only vitamin that has receptors
for it located on every cell. With the cumulative and consistent evidence backing its efficacy, this vitamin should be an
essential part of everyone’s daily health regimen.

The cost of conventional treatment for age-related diseases is staggering and Medicare is on the hook for a huge unfunded
liability. People today have an unprecedented opportunity to reduce their risk of needing conventional treatment using a low-cost
vitamin supplement. The typical dose range is 5,000 to 8,000 IU of vitamin D3 daily taken with a meal for better absorption.
Annual blood tests can enable one to know if they are taking the proper dose of vitamin D they need to achieve optimal
levels of 25-hydroxyvitamin D.

Summary

While the use of vitamin D has increased dramatically, levels in common commercial multivitamins (400 to 600 IUs) are still
far too low to provide real-world benefits. Extensive research has demonstrated that higher vitamin D blood levels are associated with reduced mortality risk and specific diseases such as diabetes, stroke, and multiple sclerosis, along with other autoimmune diseases and psychological disorders. Vitamin D dosing in the range of 5,000 to 8,000 IU each day should be taken with a meal for better absorption.

ข้อมูลจาก: Life Extension Magazine January 2016

ขอขอบคุณผู้แปล: คุณวิลาสินี บุดดาคะ

0

ทำไมทุกคนจึงต้องเสริมด้วยวิตามินดี? (ตอนที่ 2)

English Version Below

วิตามินดีช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

ในตับอ่อนมีเซลล์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ผลิตออร์โมนอินซูลิน คือ เบต้าเซลล์ ซึ่งอินซูลินนี้ทำหน้าที่สำคัญในการนำน้ำตาลเข้าเซลล์เพื่อผลิตเป็นพลังงานให้กับร่างกาย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เบต้าเซลล์ในตับอ่อนตายหรือไม่ทำงาน ก็จะทำให้หยุดการผลิตอินซูลินนี้ออกมา น้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดก็จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีอินซูลินมาจับน้ำตาลเข้าเซลล์ไปใช้ต่อ ผลคือ ทำให้กลายเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้ว มักจะเกิดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานตามมา เช่น โรคหัวใจ อัลไซเมอร์ หรือแม้กระทั่ง โรคมะเร็ง

มีการศึกษาพบว่าในเบต้าเซลล์มีตัวรับวิตามินดี ที่มาทำหน้าที่ช่วยให้เบต้าเซลล์มีการทำงานดีขึ้น และสามารถผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น นอกจากนี้ วิตามินดี ยังส่งผลต่อเซลล์เกือบทั่วร่างกาย โดยเฉพาะการเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายในการต่อสู้กับโรคต่างๆนั่นเอง

 

วิตามินดีเกี่ยวข้องกับโรคปลอกประสาทอักเสบ

โรคมัลติเพิล สเคลอโรซิส (multiple sclerosis) หรือโรคเอ็มเอส (MS) ชื่อภาษาไทยเรียกว่า โรคปลอกประสาทอักเสบ เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มของโรค “ออโตอิมมูน”(autoimmune disease) คือโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ตัวเอง โดยเซลล์เม็ดเลือดขาว จำพวก ที ลิมโฟไซท์(T lymphocytes), บี ลิมโฟไซท์(B lymphocytes) และแมคโครฟาจ (macrophages) ที่ทำหน้าที่คอยดักจับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในกระแสเลือด จะเข้าไปทำลายปลอกประสาท (myelin sheath) ในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา เพราะคิดว่าเป็นเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

จากข้อมูลทางภูมิศาสตร์พบว่า โรคเอ็มเอสเกิดขึ้นได้บ่อยในเขตละติจูดสูง โดยประชากรที่อาศัยอยู่ทางเหนือของอเมริกา มีโอกาสเป็นโรคเอ็มเอส เพิ่มเป็น 2 เท่า ขณะที่ชาวแคนาดา มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเป็น 5 เท่าเมื่อเทียบกับประชากรที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของอเมริกา ซึ่งสาเหตุนี้ ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า โรคเอ็มเอส เกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินดี เนื่องจากประชากรที่อาศัยที่แถบบริเวณอากาศหนาว ซึ่งมักจะสัมผัสกับแสงแดดน้อยกว่า ส่งผลให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้น้อยลงด้วยเช่นกัน

มีการศึกษาถึง สนิปส์ (SNPs: Single nucleotide polymorphisms) หมายถึง ความแตกต่างหรือความหลากหลายทางพันธุกรรมระหว่างคนแต่ละคนที่เกิดจากความแตกต่างของหน่วยย่อยที่สุดของ DNA (นิวคลีโอไทด์)เพียงตำแหน่งเดียว มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะขาดวิตามินดี โดยทำศึกษาในผู้ป่วยโรคเอ็มเอส จำนวน 14,498 คน และกลุ่มผู้มีสุขภาพดี จำนวน 24,091 คน พบว่า SNPs ที่ทำให้วิตามินดีต่ำจะถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมและส่งผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเอ็มเอส ซึ่งข้อมูลนี้ทำให้นักวิจัยได้ไปทำการศึกษาต่อ เพื่อหาระดับวิตามินดีในผู้ป่วยโรคเอ็มเอส พบว่า มากกว่า 90% ของผู้ป่วยโรคเอ็มเอส มีภาวะขาดวิตามินดีด้วย ซึ่งมีค่าในเลือดต่ำกว่า 20 ng/mL

d

Support for Diabetics

Beta cells are insulin-producing cells in the pancreas. When the beta cells die, people become insulin-dependent diabetics. Without insulin, there is nothing to deliver glucose into cells for energy production. This leads to high circulating glucose blood levels that contribute to a long list of deadly disorders that include heart disease,30 Alzheimer’s, 31 and cancer.3

Vitamin D has been documented to prevent high glucose-induced beta cell apoptosis (death). This is because beta cells contain active receptors for vitamin D, just like every other cell in the body

A Link between Vitamin D and Multiple Sclerosis

It is well known that there are higher rates of vitamin D deficiency in colder climates of the world due to the lack of sun. This has caused a greater chance of having an immune system-related illness. Multiple sclerosis (MS) is an autoimmune disease caused when the body’s own T lymphocytes, B lymphocytes, and macrophages attack the myelin sheath of neurons. Those living in the northern part of the United States are twice as likely to develop multiple sclerosis, and those in Canada have a 5-times greater risk compared to people residing in the southern US. This geographical data, along with a multitude of studies that explain the mechanisms and causation, has led many researchers to believe that MS is heavily influenced by vitamin D deficiency.

A study published by PLOS Medicine identified single nucleotide polymorphisms that were strongly associated with lower 25-hydroxyvitamin D levels. The researchers studied the odds of MS on those with genetically lower vitamin D levels from the International Multiple Sclerosis Consortium study. Considered the largest genetic association study to date for MS, it included 14,498 subjects with MS and 24,091 healthy controls. The authors concluded that genetically lowered vitamin D levels were strongly associated with an increased risk for MS.

This new data heavily reinforces the statistics and research on vitamin D for MS. Trials show that more than 90% of people with MS have deficient vitamin D.39 Deficient is defined at a level below 20 ng/mL. Vitamin D can even mediate the direct effects of the immune cells that attack the myelin sheath, a hallmark pathological mechanism of MS.

When these aggressive immune cells were extracted from MS patients and exposed to vitamin D, their division was slowed. This signifies the imposing control vitamin D can have on autoimmune diseases such as MS

ข้อมูลจาก: Life Extension Magazine January 2016

ขอขอบคุณผู้แปล: คุณวิลาสินี บุดดาคะ

 

0

ทำไมทุกคนจึงต้องเสริมด้วยวิตามินดี? (ตอนที่ 1)

English Version Below

ผลิตภัณฑ์วิตามินรวมของหลายๆบริษัท ยังคงมีปริมาณวิตามินดีไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายที่จะสามารถใช้ในการช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆได้ ซึ่งในวิตามินที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป มีปริมาณวิตามินดี เพียง 400-600 IU ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อย ซึ่งจากหลักฐานทางคลินิกพบว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูง สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนักถึงการได้รับวิตามินดีในปริมาณที่มากพอเพื่อที่จะสามารถป้องกันโรคได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือด และโรคอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรมีระดับวิตามินดีในเลือด 50-80 ng/mL

เป็นที่ทราบกันอย่างยาวนานว่า ภาวะขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรคกระดูกบาง กระดูกพรุน ทั้งในตำราเรียน การเรียนการสอนของแพทย์ จึงทำให้แพทย์มุ่งเน้นการรักษาวิตามินดีเพื่อลดภาวะกระดูกพรุนเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบว่า วิตามินดีเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต่างๆได้มากมายหลายระบบ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทความนี้ถึงประโยชน์และการป้องกันโรคของวิตามินดี

วิตามินดีช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย

ผลการศึกษาในรายงานของประเทศอังกฤษพบว่า วิตามินดีสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยหนักไอซียู ซึ่งได้รายงานในปี 2009 ว่า ผู้ป่วยไอซียูที่มีภาวะขาดวิตามินดี มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็น 45% เมื่อเทียบกับผู้ป่วยไอซียูที่ไม่ขาดวิตามินดี ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิต เพียง 16% ซึ่งชี้ให้เห็นว่า มีอัตราการเสียชีวิตสูงมากกว่าถึง 3 เท่า

และล่าสุดจากรายงานในปี 2015 ได้มีการศึกษา เรื่องวิตามินดีสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยหนักไอซียูได้หรือไม่เช่นเดีนยวกับที่มีการศึกษาก่อนหน้านี้ในปี 2009 ซึ่งผลที่ได้มีลักษณะเดียวกัน โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยไอซียู จำนวน 135 คน พบว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 12 ng/mL เป็น 32.2% ซึ่งเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดีสูงกว่า มีอัตราการเสียชีวิตเพียง 13.2% จึงแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะขาดวิตามินดีมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าถึง 2.4 เท่า

แต่ทั้งนี้ การให้วิตามินดีปริมาณโดสสูงๆ กับผู้ป่วยไอซียู ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้ผู้ป่วยกลับฟื้นคืนมาหายเป็นปกติ แต่การศึกษานี้หมายถึงว่า การที่ผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดีในร่างกายที่สูงอยู่แล้ว เมื่อเกิดอาการป่วยถึงขั้นเข้ารับการรักษาที่ไอซียู จะทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการหายและการฟื้นตัวกลับมาได้ดีกว่าผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดีต่ำ

วิตามินดีช่วยรักษาอาการโรคหลอดเลือดสมองให้ดีขึ้น

โรคหลอดเลือดสมอง(stroke) เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชีวิตได้ ในประเทศอเมริกา มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมากถึง 6.8 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 2.8% ของประชากรในผู้ใหญ่ และเมื่อเป็นโรคหลอดเลือดในสมองแล้ว ผู้ป่วย 40% จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้หรือช่วยเหลือตนเองได้น้อย และอีก 15% จะเสียชีวิตทันที

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกับภาวะขาดวิตามินดี พบว่า ภาวะขาดวิตามินดีในเลือดลดลงทุก 10 ng/mL ทำให้อาการโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นแย่ลงเพิ่มสูงเป็นสองเท่า ซึ่งจากการศึกษาผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 20 ng/mL ทำให้กลายเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง สูงกว่าผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดีในเลือดมากกว่า 50 ng/mL

ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุด ได้ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 818 คน พบผลที่ใกล้เคียงกันคือ ผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดี 30 ng/mL มีการฟื้นฟูอาการได้ดีกว่าผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 10 ng/mL สูงถึง 90%

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เราควรมีระดับวิตามินดีในเลือดอยู่ระหว่าง 50-80 ng/mL เพื่อที่จะสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายทั้งหลายได้ และที่สำคัญคือ วิตามินดีช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในร่างกาย จึงสามารถทำให้ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ด้วยเช่นกัน

12647190_648687931900870_6295168979135398460_n

Why Isn’t Everyone Supplementing with Vitamin D?
By Chancellor Faloon
Popular multivitamin supplements still don’t provide enough vitamin D to yield optimal health benefits. Most commercial multivitamins contain 400 to 600 IU of vitamin D, a potency that provides little real-world benefit.

With evidence showing reduced mortality in those with higher vitamin D blood levels, an urgent need exists to alert the public about the importance of taking the proper dose of this low-cost vitamin. Failure to properly supplement contributes to a host of premature illnesses along with increased national health care costs.

Compelling research has demonstrated that vitamin D blood levels in the range of 50 to 80 ng/mL are associated with reduced mortality and a lower risk of common diseases.1,2
A considerable volume of published literature documents a connection of insufficient or deficient 25-hydroxyvitamin D blood levels3 with higher risks of cancer,4-6 vascular disease,7-10 and chronic inflammation .11-13 Low vitamin D status has long been associated with loss of bone density. This limited view of vitamin D’s biological effects
is still taught in many medical textbooks, leading some doctors to view vitamin D only for its value in reducing osteoporosis risk.

Yet vitamin D has clinical applications for a vast array of health conditions. This article reviews some recent findings that reveal an even wider range of protective benefits conferred by this readily available dietary supplement.

Reduced Mortality in Hospital Patients
Some of the most impressive research discovered on vitamin D has been on ICU (intensive care unit) patients. The New England Journal of Medicine first reported in 2009 a striking 45% mortality (death) rate in vitamin D-deficient ICU patients compared to only a 16% mortality rate in sufficient vitamin D patients. This study showed that vitamin D
deficiency results in almost 3-times more patients dying in the ICU.14 Vitamin D deficiency is an all-cause mortality risk factor and since the publication of this study in 2009, there has been even more data released to substantiate this claim.

A fascinating study reported in 2015 showed very similar results to the aforementioned study. This study entailing 135 ICU patients revealed a 32.2% risk of mortality when vitamin D levels were below 12 ng/mL compared to a 13.2% risk of mortality if levels were greater. This finding shows that vitamin D deficient patients die at a 2.4-fold greater rate.
Not all studies of seriously ill patients in the intensive care units (ICU) show lifesaving effects of vitamin D. Giving ICU patients large doses of vitamin D has not consistently reversed their life-threatening conditions.19 This indicates that to benefit from the life-protective effects of vitamin D, higher blood levels should be maintained on a constant basis.

Overall, patients armed with higher levels of vitamin D before they enter ICU show better clinical outcomes than those who do
not.

Post Stroke Functional Outcome

Stroke is the leading cause of serious long-term disability. An estimated 6.8 million
Americans (2.8% of the entire adult population) are living after having had a stroke.
When a stroke occurs, 40% of its victims experience moderate to severe debilitation requiring special care, and 15% die shortly thereafter. Vitamin D deficiency is pervasive among stroke victims, and those with the lowest levels of vitamin D have been shown to have the poorest functional outcomes. In fact, a recent study showed that for each 10 ng/mL decrement in vitamin D, the odds of a poor 90-day post stroke functional outcome
doubled.

To put this in perspective, those who don’t supplement with high doses of vitamin D typically have 25-hydroxyvitamin D levels under 20 ng/mL. Those who properly supplement should strive to obtain levels of 25-hydroxyvitamin D over 50 ng/mL.

Based on this study’s findings, people with these higher vitamin D levels would be far more likely to avoid permanent institutional confinement if they suffered an ischemic stroke. Another recent study involving 818 stroke patients showed very similar results. Those with an adequate vitamin D level of 30 ng/mL or above showed a 90% better improvement in functional outcomes compared to those who were severely deficient (<10 ng/mL ).

Experts believe that in order to prevent many of the age-related diseases, people should maintain a vitamin D blood level between 50 to 80 ng/mL. These stroke studies are showing robust improvement in functional outcome with just a sufficient vitamin D blood level. Based on the number of studies showing vascular protective benefits of vitamin D, those who maintain optimal vitamin D levels, along with comprehensive blood testing to correct other risk factors, will likely decrease their stroke risk and reduce the odds of permanent disability in the event one of their cerebral arteries becomes occluded (ischemic stroke)

ข้อมูลจาก: Life Extension Magazine January 2016

ขอขอบคุณผู้แปล: คุณวิลาสินี บุดดาคะ