2

Berberine คืออะไร?

BerberineArticleMeme

Berberine เป็นสารสกัดอัลคาลอยด์ ได้มาจากพืชสมุนไพรจีนที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน สกัดได้จากส่วนเถา ราก และเปลือกของพืช มีคุณสมบัติต้านเชื้อชนิดต่างๆ ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา โปรโตซัว พยาธิ เชื้อคลาไมเดีย จึงสามารถนำมาใช้ในอาการต่างๆ เช่น ท้องเสีย โรคพยาธิ ตาอักเสบติดเชื้อ

Berberine สกัดจาก Golden seal(Hydrastis Canadensis), Coptis or goldenthread(Coptis chinensis, Oregon grape(Berberis aquifolium), Barberry(Berberis vulgaris), Tree turmeric(Berberis aristata)

คุณสมบัติ Berberine

Berberine ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ การศึกษาพบว่า การให้รับประทาน Berberine ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว(Heart failure) ภาวะหัวใจขาดเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยBerberine ช่วยเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจ ดังนี้

  • ลดการเกิด Free fatty acid ซึ่งสามารถลดไขมันได้ทั้ง Triglyceride, LDL-cholesterol และ Total cholesterol
  • เพิ่ม Nitric Oxide(NO) ให้กับร่างกาย ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ง่ายขึ้น ความดันโลหิตจึงลดลง และยังควบคุมไม่ให้เกิดก้อนเลือด ที่อาจทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดสมอง หัวใจ และเส้นเลือดแข็ง(Artherosclerosis)
  • Berberine ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาพบว่า Berberine สามารถลดทั้งระดับน้ำตาล(Blood glucose) และระดับน้ำตาลสะสม(Hemoglobin A1c) ซึ่งการศึกษาเปรียบเทียบกับยา Metformin ยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า Berberine มีประสิทธิภาพเกือบเทียบเท่ากับ Metformin เลยทีเดียว

ดังนั้น ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจ

  • Berberine มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จากการศึกษาพบว่า Berberine ช่วยยับยั้ง prtein1(AP-1) ซึ่งเป็นสารอักเสบและสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังหยุดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดขาวLymphocyte โดยไปมีผลต่อการสังเคราะห์DNA ของLymphocyte นี้ ซึ่งเป็นสาเหตุของกระบวนการอักเสบ และยังช่วยการหายของแผลเร็วขึ้น โดยการไปยับยั้งสารอักเสบ Arachidonic acid, Thrombohexane A2 และ Thrombus formation

 

  • ในตัว Berberine พบว่าสามารถเพิ่มนอร์อิพิเนพฟริน(Norepinephrine) และ เซโรโทนิน(Serotonin) ในสมอง ช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า(Antidepression) และยังพบว่าสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์(Alzheimer’s) ได้อีกด้วย โดยการยับยั้งการเกิด β-amyloids pathways ได้
    รักษาอาการท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholera และ Escherichia coli โดยลดการฝังตัวของเชื้อบริเวณผิวผนังลำไส้ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการติดเชื้อ ทำให้เชื้อหยุดการเจริญ จึงลดการบีบรัดตัวของลำไส้และ ลดการขับออกของน้ำและเกลือแร่

 

  • มีฤทธ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ Giardia lambia, Entamoeba histolytica, Trichomonas vaginalis, and Leishmania donovani เชื้อ Giardia lambia (giardiasis) เป็นปรสิตที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น โดยพบการติดเชื้อในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ จากการทดลองในประเทศอินเดีย พบว่า Berberine สามารถลดการอาการการติดเชื้อนี้ โดยลดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ และการตรวจอุจจาระพบว่า มีจำนวนเชื้อน้อยลง และเมื่อทำการเปรียบเทียบกับยา Metronidazole(Fragyl) พบว่า Bererine ให้ประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ จากการศึกษา พบว่า Berberine ลดการติดเชื้อบิด E.histolytica

และเชื้อTrichomonas vaginalis หรืออาการตกขาวผิดปกติ โดยทำลายเชื้อของระยะ Trophozoite

Berberine สามารถรักษาตาอักเสบจากเชื้อ Chlamydia trachomatis จากการศึกษาในผู้ป่วยคลินิกตา พบว่า เมื่อใช้

Berberine chloride eye drop แล้วตรวจหาเชื้อจากเยื่อบุตา ผลไม่พบเชื้อ C. trachomatis ในผู้ป่วย

Advertisements
0

The Sleep Plan

การนอนหลับที่ดีมีความสำคัญต่อร่างกาย

การนอนหลับอย่างเพียงพอ ถือเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต เป็นเวลาที่ร่างกายผลิตและสะสมพลังงาน เปรียบได้กับ เรามีโรงงานผลิตยาที่มีประสิทธิภาพอยู่ในสมอง และเพื่อการผลิตโดสยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดออกมา จึงต้องอาศัยช่วงเวลาของการนอนหลับนี้

ประโยชน์ของการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอมีมากมาย เช่น ร่างกายมีความกระฉับกระเฉง ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย สมองไม่ตื้อ ภูมิคุ้มกันดี สุขภาพดี ไม่เป็นโรคร้ายแรงต่างๆ

มาดูกันว่า เคล็ดลับการนอนหลับที่ดีเป็นอย่างไร เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเวลาเข้านอน

6.30 น. ตื่นนอนตอนเช้า เวลานี้ควรตื่นนอนได้แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับการหลั่งฮอร์โมนแห่งพลังงานของเช้าวันใหม่ นั่นคือ ฮอร์โมนคอร์ติซอล และสอดคล้องกับฮอร์โมนเมลาโทนินที่ลดต่ำลงด้วย

6.45 น. ควรออกไปเดินข้างนอก รับกับแสงแดดยามเช้า เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและรู้สึกสดชื่น ลดอาการง่วงเหงาหาวนอนจากการนอนเมื่อคืน

12.00 น. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ดาร์กช็อกโกแลต เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้นอนหลับได้ยาก

14.30 น. งีบ ประมาณ 20 นาที การงีบหลับช่วงกลางวันที่มีแสง ไม่ได้ทำให้หลังตื่นมาแล้วมึนงง แต่กลับพบว่า ร่างกายกระปรี้กระเปร่า รู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่ง ตาสว่าง อารมณ์ดี มีความคิดสร้างสรรค์ผลงาน

18.00 น. เลี่ยงการทานหนักๆในมื้อเย็น เพราะการอิ่มมาก อาจทำให้ แน่นท้อง กรดไหลย้อน มีผลต่อการในตอนกลางคืน ถ้าอยากทานมื้อหนัก ควรเป็นตอนเที่ยงจะดีกว่า

21.30 น. ทานอาหารเบาๆก่อนนอน ช่วยเพิ่มการนอนหลับได้ เช่น ขนมแครกเกอร์ทาเนยถั่ว หรือนมอุ่นแอลมอนด์สักแก้ว ในถั่วและขนมปังแครกเกอร์ มีทริปโตฟาน สารเคมีที่ทำให้รู้สึกง่วงนอน ซึ่งช่วยหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่มีส่วนสำคัญต่อการนอนหลับ

21.45 น. สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสม อุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอดี เพราะอุหภูมิในร่างกายจะต่ำลงช่วงเวลาประมาณตีห้า ถ้าห้องร้อนเกินไป อาจเป็นการปลุกให้ตื่นขึ้นมาได้ อุณหภูมิที่เหมาะกับการนอน ประมาณ 20 องศา

22.15 น. ใช้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ จะช่วยลดการเต้นของหัวใจและความดัน ทำให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและช่วยให้การนอนหลับสบายยิ่งขึ้น และตื่นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า

22.30 น. เปิดเสียงคลอเบาๆ จะช่วยให้หลับลึกยิ่งขึ้น การศึกษาพบว่า เสียงที่เปิดระหว่างการนอนหลับ ไม่ได้ทำให้ตื่นขึ้น แต่กลับทำให้การนอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เสียงฝนตก เป็นต้น

ลองนำเคล็ดลับต่างๆ เหล่านี้ไปปฏิบัติกันดู แต่หากพบว่า ยังมีอาการนอนไม่หลับ มากกว่า 2 สัปดาห์ ควรไปปรึษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรักษาอาการนอนไม่หลับ

การนอนหลับอย่างพอเพียงทั้งระยะเวลา และคุณภาพของการนอนหลับจะเป็นปัจจัยในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีเหมือนกับการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และการออกกำลังกาย

0

Your Quick Fix for Misery Guts : วิธีซ่อมลำไส้รั่ว

slimeballs+and+misery+guts

ลำไส้ไม่เพียงแค่มีหน้าที่ในการย่อยและดูดซึมอาหารเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่สำคัญในการเป็นปราการแบ่งแยกสิ่งแวดล้อมภายนอกและภายใน คัดกรองสารพิษหรือสารเคมีต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของเราอีกด้วย หากลำไส้เกิดทำงานผิดพลาดไม่สามารถแยกแยะการดูดซึม หรือคัดกรองสารอาหารหรือสารพิษต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ก็จะเกิดปัญหาตามมาได้ ซึ่งเราเรียกภาวะความผิดปกติแบบนี้ว่า “Leaky Gut syndrome” หรือ “ลำไส้รั่ว” นั่นเอง

ภาวะลำไส้รั่วนี้ เซลล์จะยอมให้ อาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ สารพิษ แบคทีเรีย หลุดผ่านผนังลำไส้และเข้าสู่กระแสเลือดได้

ของเสียเมื่อเข้าสู่กระแสเลือด ก็เปรียบเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ร่างกายก็จะปฏิเสธและต่อต้าน ด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานหนักขึ้น เพื่อมาต่อต้าน ผลที่ตามมาก็คือ อาการอันไม่พึงประสงค์ ส่งผลเสียต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น

– เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง

– ไวต่อการเกิดปฏิกิริยากับอาหาร แพ้อาหารหลายชนิด

– อักเสบเรื้อรัง ปวดข้อ ข้ออักเสบ

– ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย

– ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย

– ผื่นแพ้ไม่ทราบสาเหตุ สิวเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบ

– หงุดหงิด ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน

– สมาธิสั้น ความจำไม่ดี

– หายใจเร็วตื้น หายใจไม่อิ่ม

– เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายไม่ทน

– ระบบภูมิคุ้มกันแปรปรวน โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

การมีสุขภาพลำไส้ที่ดี ก็จะเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี มาดูแนวทางการรักษาภาวะลำไส้รั่ว

มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

Remove: คือ การหลีกเลี่ยงหรือกำจัดต้นเหตุที่ทำลายลำไส้
เป็นสิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ กำจัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่ว เช่น แอลกอฮอล์ กลูเตน(สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนข้าวสาลี) ยาปฏิชีวนะ ยาต้านการอักเสบแบบไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAID) และอาหารที่แพ้ ซึ่งเราจะทราบได้จากการไปตรวจเลือด เพื่อจะได้ทราบว่าอาหารชนิดใดบ้างที่รับประทานได้ ชนิดใดบ้างที่ควรงดและหลีกเลี่ยง
Replace: แทนที่ด้วยอาหารที่ช่วยซ่อมลำไส้
เพิ่มอาหารหรือสารที่ทำให้เกิดกระบวนการย่อยอาหารได้อย่างสมบูรณ์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเพิ่มการทานกากใยอาหาร เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานอย่างเป็นปกติ เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง คีนัว ไซเลียมฮัสก์(Psyllium Husk) ผักผลไม้ชนิดต่างๆ เอนไซม์ช่วยย่อย เช่น กรดไฮโดรคลอริก บีเทน(Betain เอนไซม์ช่วยย่อยจากสับปะรด)หรือสมุนไพรที่ช่วยการทำงานของลำไส้
Reinoculate: เติมอาหารให้แบคทีเรียชนิดดี
อินนูลิน เป็นเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ปกติร่างกายจะย่อยและดูดซึมไม่ได้ แต่เหมาะสำหรับเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียชนิดดี (Probiotics) อินนูลินพบได้ในพืชหลายชนิด เช่น ชีคโอะริ (Chicory), หัวหอม, หน่อไม้ฝรั่ง, แก่นตะวัน (Jerusalem artichoke) อินนูลิน มีรสชาติหวาน สามารถใช้แทนนน้ำตาลได้ โดยไม่เพิ่มแคลอรี่ให้กับร่างกาย เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ขาดหวานไม่ได้
Repaire: ซ่อมแซมด้วยอาหารเสริม
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้าย เป็นการให้สารอาหารหลากหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซ่อมแซม และฟื้นฟูผนังลำไส้ให้กลับคืนสภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงดังเดิม ดังนี้

วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเค วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิค
สารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น เซเลเนี่ยม แคโรทีนอยด์ กลูตามีน แกมมาออริซานอล ซิงค์ กรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า 3

แปลโดยคุณวิลาสินี บุดดา

0

Rebalance Hormone: ปรับสมดุลให้ฮอร์โมนในร่างกาย

hormone

ฮอร์โมนเลปติน : ฮอร์โมนเลปตินสูง หิวตลอดเวลา

ฮอร์โมนเลปติน(Leptin) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ฮอร์โมนความอิ่ม เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากเซลล์ไขมัน โดยฮอร์โมนชนิดนี้ทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณจากเซลล์ไขมันไปยังสมองเพื่อให้หยุดความอยากอาหาร และรับรู้ถึงความรู้สึกอิ่ม

เลปติน อาจโดนขัดขวางการทำงานจากปริมาณน้ำตาลฟรุคโตสที่สูง โดยเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลฟรุคโตสสูง ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้ที่มีรสหวานมากๆ หรือ อาหารที่ผ่านขบวนการปรุงแต่ง(processed food) เมื่อน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ตับทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย แต่เมื่อมีปริมาณน้ำตาลที่เยอะเกินไป ตับจะไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ทัน ร่างกายจึงเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเก็บในรูปของไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ เก็บตามอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ตับ เอว หรือหน้าท้อง เมื่อร่างกายมีไขมันมาก ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนเลปตินออกมามากเช่นกัน (เลปตินผลิตจากเซลล์ไขมัน) แต่การที่ร่างกายมีฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่งที่มากเกินไป ก็มักจะทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการทำงานฮอร์โมนชนิดนั้น เช่นเดียวกันกับเลปติน เรียกว่า ภาวะดื้อเลปติน ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายต่อต้านฮอร์โมนชนิดนี้ทำให้เกิดอาการหิวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเลปตินไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังสมองได้ ทำให้กินเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม ซึ่งจะเป็นวงจรวนไปอยู่เช่นนี้
ฮอร์โมนอินซูลิน : ฮอร์โมนอินซูลินสูง เซลล์ไขมันขยายใหญ่

อย่างที่เคยกล่าวไว้ บางคนควบคุมอาหาร บางคนออกกำลังกายหนักมาก แต่น้ำหนักไม่ลงเลย ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะความไม่สมดุลของฮอร์โมนนั่นเอง ฮอร์โมนอินซูลินนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัว ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย การที่ร่างกายลดน้ำหนักยาก เชื่อว่า เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ หรือที่เราเรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน นั่นเอง

ภาวะดื้ออินซูลินเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาวะดื้ออินซูลินเกิดจาก การรับประทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาลมากเกินไป ในขณะที่ร่างกายได้รับน้ำตาล อินซูลินจะถูกหลั่งออกมาจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลจากเลือดเข้าไปในเซลล์ของร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน และน้ำตาลที่เหลือถูกเก็บเป็นไกลโคเจนไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในเวลาที่ร่างกายขาดอาหาร แต่ขณะเดียวกัน หากเรายังทานน้ำตาลในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกาย ร่างกายจะเพิ่มการหลั่งอินซูลินให้มากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อระดับน้ำตาลที่สูง แต่อินซูลินที่ถูกผลิตออกมาไม่สามารถทำงานได้ปกติ ตับอ่อนจึงพยายามผลิตออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนอินซูลินสูงอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ และน้ำตาลจึงไม่ถูกนำไปเก็บที่ตับและกล้ามเนื้อ แต่จะถูกเก็บเป็นไขมันไว้ที่เซลล์ไขมันแทน ซึ่งเซลล์ไขมันสามารถรองรับและขยายใหญ่ได้มากถึง 4 เท่า นี่จึงเป็นสาเหตุของน้ำหนักเกิน และความอ้วน
ภาวะฮอร์โมนสูงเกินไปทั้งหมดนี้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การเผาผลาญของร่างกายทำงานไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน เอสโตรเจน คอร์ติซอล เลปติน และอินซูลิน แต่เรายังมีวิธีที่จะช่วยให้ฮอร์โมนเหล่านี้กลับมาทำงานอย่างปกติได้ดังเดิม โดยหลักการคือ ให้ฮอร์โมนเหล่านี้หยุดพักก่อน เป็นเวลา 72 ขั่วโมง หรือ 3 วัน และหลังจากนั้น ร่างกายจะสามารถนำฮออร์โมนเหล่านี้กลับมาใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง หรือที่เรียกว่า การรีเซ็ตฮอร์โมน

การรีเซ็ตฮอร์โมน วิธีการคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารใน 21 วัน โดยแบ่งเป็นช่วงละ 3 วัน ซึ่งจะมีวิธีการทั้งหมด 7 อย่างสั้นๆดังนี้

วันที่ 1-3 : เริ่มการรีเซ็ต โดยการหยุดทานอาหาร 2 อย่างที่ทำให้เพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ เนื้อ กับแอลกอฮอล์ และแทนที่ด้วยการทารผักและไฟเบอร์
วันที่ 4-6 : ปรับระดับฮอร์โมนอินซูลินให้คงที่ โดยการหยุดทานอาหารจุบจิบ ของหวาน น้ำตาล และต้องทานอาหารมื้อหลักให้ตรงเวลาเป็นประจำ
วันที่ 7-9 : หยุดทานผลไม้ที่หวานมากๆ จะช่วยรีเซ็ตฮอร์โมนเลปติน ทำให้รู้สึกอิ่มและหยุดทานอาหาร
วันที่ 10-12 : หยุดดื่มกาแฟ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการหลั่งคอร์ติซอล
วันที่ 13-15 : แนะนำหยุดถั่วต่างๆ เพราะทำให้น้ำตาลสูงได้
วันที่ 16-18 : กระตุ้นการทำงานของโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นตัวที่ช่วยเร่งการเผาผลาญของร่างกาย อาหารแนะนำ คือ นมแอลมอนด์
วันที่ 19-21 : สุดท้าย คือ หลีกเลี่ยงสารพิษต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปรับศัตรูพืช แนะนำให้ทานอาหารออร์แกนิค ซึงจะสามรถช่วยการปรับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน และยังช่วยรีเซ็ตฮอร์โมน เอสโตรเจน เลปติน อินซูลิน และไทรอยด์ด้วย

English Version

 

แปลโดย คุณวิลาสินี บุดดา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Magazine Prevention October/November 2015
0

The Paleo Diet : กินแบบมนุษย์ถ้ำ

Paleo-Pic

คงเคยได้ยินการลดน้ำหนักด้วยสูตร Paleo Diet หรือ การกินแบบมนุษย์ถ้ำ กันมาบ้างแล้ว เป็นสูตรลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมมาก ในอเมริกา โดยเฉพาะบรรดาคุณผู้หญิงทั้งหลาย มีทั้งผู้ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จจากการใช้สูตรนี้

ก่อนอื่นมารู้จัก The Paleo Diet หรือการไดเอตแบบมนุษย์ถ้ำกันก่อน หลักการของสูตรนี้ก็คือ เน้นการกินแบบมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ คือกินสิ่งที่หาได้ในยุคนั้น ดังนี้

  • เน้นการกินโปรตีนปริมาณมากทั้งจากเนื้อสัตว์ และเมล็ดพืช
  • เน้นผัก ผลไม้ ยกเว้นผลไม้รสหวานมาก
  • ทานไขมันดีจากเมล็ดพืชและจากสัตว์
  • กินของสดใหม่ ไม่ผ่านการปรุงแต่งแปรรูป
  • งดของหวานและน้ำตาล
  • งดทานผลิตภัณฑ์จากนม
  • งดดื่มแอลกอฮอล์

คุณหมอท่านหนึ่งในอเมริกา จึงได้ทำการศึกษาสูตรลดน้ำหนัก Paleo นี้ว่า ทำไมแต่ละคน ถึงมีน้ำหนักลดที่แตกต่างกันมาก บางคนลดได้เพียง 1.8 กิโลกรัม บางคนลดได้ถึง 8 กิโลกรัม และแล้วก็ได้พบคำตอบที่สำคัญ คือ แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ซึ่งพบว่า การทานอาหารบางอย่างที่เพิ่มการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดไม่ดี สามารถทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้และเกิดภาวะลำไส้รั่ว (Leaky gut) ตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สเยอะ และที่สำคัญมันเพิ่มการสะสมไขมันที่หน้าท้องและรอบเอวเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ แบคทีเรียชนิดไม่ดียังสามารถส่งสัญญาณไปยังสมอง และกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความรู้สึกโหยน้ำตาลและอยากของหวานๆ มากขึ้น และยากที่จะหักห้ามใจได้ จึงทำให้กลับเข้าสู่วงจรการกินและก็อ้วนอีกเช่นเดิม แต่ในทางกลับกัน พบว่า หากทานอาหารที่เพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ได้เพิ่มขึ้น จะทำให้ความรู้สึกอยากอาหารหายไปขณะที่กำลังลดน้ำหนักด้วยสูตรนี้
ลองมาดูอาหารตัวอย่างที่คุณหมอท่านนี้ได้แนะนำไว้สักสองสามอย่างกัน

มื้อเช้า เอนจอยกับสมูทตี้ที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ส่วนประกอบมี นมแอลมอนด์ไม่หวาน 1 แก้ว, โปรตีนผง 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันแฟลกซีด 1 ช้อนโต๊ะ และเติมผักผลไม้

มื้อเที่ยง และมื้อเย็น เน้นโปรตีน เช่น เนื้อหมู ไก่ ปลา แบบไม่ติดมัน หรือ ถั่ว และผักแบบไม่มีแป้ง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง พริกไทย มะเขือเทศ

การให้โปรตีนอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะสามารถทำให้ควบคุมความอยากได้ และช่วยในการเผาผลาญแคลอรี่ ที่สำคัญคือช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ

สำหรับอาหารที่เพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีให้กับลำไส้(Probiotic) ตัวอย่างเช่น คีนัว โยเกิร์ต เนยถั่ว

ลองทำตามอาหารที่แนะนำนี้ ใน 2 สัปดาห์ จะพบว่าไม่เพียงแค่น้ำหนักลด แต่ยังทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วย

และเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด ลองทำตามสูตรนี้

เตรียมกระเพาะอาหารด้วยการสปาน้ำ: เริ่มต้นวันใหม่ในแต่ละวัน โดยการดื่มน้ำอุ่น 8 ออนซ์ผสมมะนาวครึ่งลูก วิธีนี้จะสามารถช่วยระบบการย่อยอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ โดยความเปรี้ยวของมะนาวจะช่วยเพิ่มการผลิตเอนไซม์ เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้อาหารถูกย่อยและดูดซึมไปหมด ไม่เหลืออาหารค้างที่ทำให้แบคทีเรียไม่ดีใช้เป็นอาหารในการเจริญเติบโต
สมานลำไส้: แนะนำให้ดื่มน้ำซุประหว่างมื้ออาหาร เช่น น้ำซุปต้มกระดูก เนื่องจากในน้ำซุปประกอบไปด้วยสารอาหารทั้งแร่ธาตุและกรดอะมิโนต่างๆ โดยเฉพาะเจลาตินและกลูตามีน จะสามารถช่วยรักษาภาวะลำไส้รั่วและเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีได้ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่เพิ่มการทานกลูตามีน จะสามารถลดปริมาณแบคทีเรียชนิดไม่ดี ได้ถึง 33% ในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น
เพิ่มคาร์โบไฮเดรตด้วยผัก: แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นแป้ง และแนะนำให้นำผักมาทำเป็นข้าวแทน โดยเฉพาะกะหล่ำดอก นำมาหั่นเติมชีสเล็กน้อย ผสมกับน้ำมันมะกอก เติมน้ำซุปต้มกระดูก ต้มนาน 10 นาทีจนผักนุ่มสุก นำมาทานเป็นข้าวได้ การศึกษาพบว่า ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปม บร๊อคโคลี่ สามารถเพิ่ม ภูมิต้านทานในระบบทางเดินอาหาร และยังปรับความสมดุลของแบคทีเรียชนิดดีและไม่ดีได้ด้วย
ทานแอปเปิ้ลเป็นอาหารว่าง: จากการศึกษาพบว่า แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดี การทานแอปเปิ้ลจะยังช่วยลดความอยากน้ำตาลหรือของหวานๆได้ด้วย
ทานอาหารเสริม: ถ้าหากต้องทานอาหารเสริมสักตัว แนะนำว่า ให้ทานวิตามินดี เนื่องจากวิตามินดี สามารถช่วยลดปริมาณแบคทีเรียชนิดไม่ดีและเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีได้ คนส่วนใหญ่จะขาดวิตามินดี ชาวอเมริกัน มากถึง 75% ที่วิตามินดีอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลดน้ำหนักได้ยาก ขนาดที่แนะนำคือ 1,000 IU ต่อวัน

English Version Part I

English Version Part II

English Version Part III

English Version Part IV

แปลโดย คุณวิลาสินี บุดดา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Magazine First
0

7 Healing Condiment Cures: เคล็ดลับ 7 เครื่องปรุง เพื่อสุขภาพ

English Version First Page

English Version Second Page

condiments

ซอสมะเขือเทศ (Tomato Sauce)
ในมะเขือเทศ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ชื่อว่า ไลโคปีน จากการศึกษาพบว่า ไลโคปีน มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการการแข็งตัวของหลอดเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นแก่เส้นเลือด ในซอสมะเขือเทศ มีสารไลโคปีน มากถึง 60% ต่อกรัม นอกจากนี้ยังมีวิตามินสูงด้วย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี

พริกไทยดำ (Black Pepper)
พริกไทยดำ ถือว่าเป็นอาวุธลับสำหรับต้านมะเร็งได้เลย สารไพเพอรีนที่พบในพริกไทยดำ สามารถช่วยหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์ก้อนเนื้อ หรือเซลล์มะเร็งที่กำลังเจริญเติบโตได้ และนอกจากนี้ยังพบว่า ช่วยลดปริมาณเซลล์ที่เจริญผิดปกติด้วย

โรสแมรี่ (Rosemary)
จากการศึกษาพบว่า โรสแมรี่ ช่วยลดคาร์ซิโนเจน หรือสารก่อมะเร็ง ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็งนั่นเอง นอกจากนี้ยังพบว่า การปรุงเนื้อด้วยโรสแมรี่ ก่อนนำไปย่าง สามารถลดคาร์ซิโนเจนที่เรียกว่า เฮ็ทเทอโรไซคลิค เอมีน (heterocyclic amines; HCAs) ได้ถึง 30-100% เลยทีเดียว

ฮอสแรดิช (Horseradish)
สารกลูโคซิโนเลท (Glucosinolates) สารที่พบในส่วนของรากและใบของต้นฮอสแรดิช ซึ่งช่วยการทำงานของตับในกระบวนการกำจัดสารพิษ หรือดีท็อกซ์ นั่นเอง นอกจากนี้การศึกษายังพบว่า สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ฮอสแรดิช ถือว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่มีสารรกลูโคซิโนเลทต้านมะเร็ง สูงมากกว่าบร๊อคโคลี่ ถึง 10 เท่าทีเดียว

โอลีฟ ออยล์ (Olive Oil)
เป็นที่ทราบกันดี ว่าในน้ำมันมะกอก มีกรดไขมันที่มีประโยชน์ นั่นก็คือ โอเมก้า 9 หรือกรดโอเลอิก(Oleic) เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารโอเลออยล์เลทาโนลามายด์(Oleoylethanolamide; OEA) ซึ่งมีประโยชน์ต่อเซลล์สมอง พบว่า ช่วยเพิ่มความสามารถเรื่องความจำ จากจำได้ระยะสั้นๆ จะเพิ่มความจำได้ยาวขึ้น ดีขึ้น หรือกล่าวอีกนัยนึงคือ เป็นเหมือนกาวเชื่อมเซลล์สมองให้จำได้ดีขึ้น

ซอสพริก (Hot Sauce)
ในพริก มีสารสำคัญคือ แคปไซซิน(Capsaicin) เป็นสารที่ให้ความเผ็ดในพริกนั่นเอง สารแคปไซซินนี้ สามารถช่วยลดความอยากอาหาร โดยการไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเกอร์ลิน(Ghrelin) และเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนจีแอลพีวัน(GLP-1) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เราหิว นอกจากนี้ยังพบอีกว่า การทานแคปไซซินก่อนมื้ออาหาร สามารถช่วยลดแคลอรี่ได้ 16% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ทาน

อบเชย (Cinnamon)
อบเชย เป็นเครื่องเทศที่นิยมกันมาก มีการศึกษาพบว่า อบเชยมีประโยชน์ในการช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลิน และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แนะนำในมื้อที่ทานอาหารหวานมากๆก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเครื่องเทศที่ดีต่อสุขภาพ

แปลโดย คุณวิลาสินี บุดดา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Magazine Prevention April/May 2015

0

EAT IT NOW Chilli: มากิน “พริก” กันเถอะ

For the English version, please click Here

chillies

หิวน้อยลง อยากอาหารลดลง ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกยิ่งขึ้น ลดคอเลสเตอรอล เพิ่มภูมิต้านทาน และต้านเซลล์มะเร็ง ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ที่ได้จาก “พริก” ซึ่งมีสารตัวสำคัญที่เรียกว่า ‘แคปไซซิน’ สารแคปไซซิน เป็นสารที่ให้ความเผ็ดนั่นเอง พบมากในใยบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว(คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด ความเผ็ดของพริกนี่เอง เป็นตัวที่ช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย จึงช่วยในการเผาผลาญ และลดความอยากอาหาร ซึ่งมีประโยชน์ของผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก

ในการบรรเทาอาการไข้หวัดและไซนัสนั้น แคปไซซินจะไปขยายช่องจมูกให้ใหญ่ขึ้น ทำให้เสมหะที่ข้นเหนียวจือจางลง ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น จะเห็นได้จากเมื่อเรากินพริกเผ็ดๆ น้ำตา น้ำมูกจะไหลออกมา

พริก…ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล โดยสารแคปไซซิน ช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) มากขึ้น เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค

นอกจากนี้ พริกยังอุดมไปด้วย วิตามินซี และเบต้า-แคโรทีน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โดยการยับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และสามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้าย โดยการขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด

แปลโดย คุณวิลาสินี บุดดา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Magazine Prevention